Loading

แบงก์ได้ฤกษ์หักบัญชีผ่านบัตร ธปท.หนุนลดต้นทุ

วันที่ : 22 กรกฎาคม 2556
แบงก์ได้ฤกษ์หักบัญชีผ่านบัตร ธปท.หนุนลดต้นทุน

ธนาคารพาณิชย์ดีเดย์ใช้ระบบหักบัญชีสัญชาติไทยพร้อมกันทั่วประเทศ "ธปท." หนุนลดต้นทุนต่ำ-อัดแคมเปญกระตุ้นผ่านบัตรเดบิตพุ่ง พร้อมกระทุ้งรัฐเปิดใจกว้างพัฒนาประเทศระยะยาว หลัง "กรมบัญชีกลาง-สรรพากร" ดองคำร้องลดภาษีดันยอดใช้จ่ายผ่านอิเล็กทรอนิกส์ เหตุต้องการให้แบงก์คิดค่าฟีร้านค้าเป็นรายการแทนเปอร์เซ็นต์

       

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์อยู่ระหว่างการทดสอบระบบการรับส่งข้อมูลธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศผ่านการให้บริการบัตรเดบิตกับระบบเครือข่ายที่จัดตั้งภายในประเทศ (Local Switching) โดยบริษัทเนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด (NITMX) เบื้องต้นผลการทดสอบพบว่าธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างมีความพร้อม และยังไม่พบข้อติดขัดเพิ่มเติม จากเดิมที่พบบ้าง เช่น กระบวนการอนุญาโตตุลาการหากมีข้อพิพาทจะให้ใครเป็นผู้ตัดสิน เป็นต้น คาดว่าในวันที่ 1 กันยายน นี้ ธนาคารพาณิชย์จะสามารถดำเนินการให้บริการได้อย่างพร้อมเพรียงตามข้อกำหนด

       

การเร่งผลักดันให้ระบบ Local Switching เกิดขึ้น เนื่องจากมองว่าจะสามารถลดต้นทุนของผู้ประกอบการลงได้และในที่สุดจะส่งต่อต้นทุนราคาถูกมายังลูกค้า ซึ่งต้องใช้เวลากว่าจะเห็นต้นทุนปรับลดลง เนื่องจากช่วงแรกธนาคารพาณิชย์ต้องลงทุนด้านระบบรวมถึงเงินทุนในการทำตลาด

          

"เดิมการใช้จ่ายแต่ละรายการจะต้องถูกส่งจากผู้ซื้อที่เป็นสถาบันการเงินไปยังผู้ให้บริการระบบชำระเงินในต่างประเทศ เช่น วีซ่า (Visa) มาสเตอร์การ์ด (Master Card) เอเม็ก (Amex) และผู้ออกบัตร ซึ่งขั้นตอนการส่งต่อไปยังผู้ชำระเงินในต่างประเทศน่าจะถูกลงประมาณ 1 บาทต่อรายการ ขณะที่ต้นทุนขั้นตอนที่เรียกว่า Inter Change Fee ที่ธนาคารพาณิชย์คิดค่าธรรมเนียมระหว่างกัน (เจ้าของเครื่องจะจ่ายให้เจ้าของบัตร) คาดว่าผ่านไป 3-6 เดือน น่าจะปรับลดลงบ้าง แต่จะมากหรือน้อยนั้นคงจะขึ้นอยู่กับข้อตกลงของธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากเป็นเรื่องภายในที่ไม่ได้ถูกกำหนดโดยต่างประเทศ ขณะที่อีกส่วนจะเป็นค่าธรรมเนียมที่ร้านค้าจะต้องจ่ายให้ธนาคารพาณิชย์เจ้าของเครื่อง"

       

ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าร้านค้าที่รับบัตรในการชำระค่าสินค้าและบริการสามารถเพิ่มยอดขายได้มากกว่าร้านค้าที่ไม่มีเครื่องรูดบัตร และถ้าร้านค้าใหญ่ๆ มีโวลุ่มสูงๆ ยังสามารถจ่ายให้แบงก์ในอัตราที่ถูกลงได้ด้วย จึงทำให้ร้านค้ายอมจ่ายให้แบงก์ ขณะที่ในส่วนของผลิตภัณฑ์นั้นลูกค้ายังสามารถใช้ผลิตภัณฑ์เดิมที่ยังมีโลโกของวีซ่า มาสเตอร์การ์ดได้แต่เปลี่ยนจากการส่งข้อมูลไปต่างประเทศเป็นการส่งไปในประเทศแทน

        

อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าการสนับสนุนการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับกรมสรรพากรและกรมบัญชีกลางด้านการลดหย่อนภาษีเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการนั้นทางการมีข้อเสนอแนะกลับมาว่าอยากได้ข้อมูลที่กว้างขวางขึ้น จากเฉพาะร้านค้าหรือลูกค้าที่เข้าร่วมเป็นเปิดกว้างในทั้งหมด แต่มีข้อติดขัดเรื่องค่าธรรมเนียมที่กรมบัญชีกลางต้องการให้คิดค่าธรรมเนียมรวมเป็นรายการแทนการคิดเป็นเปอร์เซ็นต์

     

"ทางการอยากให้คิดค่าฟีเป็นรายการเช่น 100 บาท คิด 10 บาท ไม่ต้องคิดเป็น 1% หรือ 2% เพราะถ้าชำระเยอะลูกค้าก็ต้องจ่ายเยอะ ซึ่งธปท.ก็จะต้องเจรจากับแบงก์ต่อไปว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนได้หรือไม่ เพราะถ้าแบงก์ยังคิดค่าฟีจากร้านค้าแพงร้านค้าก็อาจจะส่งต่อต้นทุนมายังลูกค้าได้ หรือไม่ก็ให้สิทธิพิเศษในการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นการทำตลาดในลักษณะดังกล่าวบ้างแล้ว"

       

ด้านนายอนุชิต อนุชิตานุกูล อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และบริการจัดการทางการเงิน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นผู้บุกเบิกระบบ Local Switching กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า วัตถุประสงค์ของการนำ Local Switching คือการสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ประเทศชาติขณะที่ภาคธนาคารมีต้นทุนที่ถูกลง และประชาชนได้ใช้บริการที่มีคุณภาพและสะดวกมากขึ้น

ทั้งนี้ เดิมทีธนาคารพาณิชย์ต้องส่งต่อข้อมูลไปต่างประเทศซึ่งต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ 2.80 บาทต่อรายการ เมื่อปรับเปลี่ยนเป็นการส่งในประเทศต้นทุนจะเหลือ 20-30 สตางค์ต่อรายการ ทำให้สามารถรับชำระค่าสินค้าและบริการในราคาถูกลงเหลือ 30-50 บาทต่อรายการได้ จากเดิมที่กำหนดขั้นต่ำ 300-500 บาทต่อรายการขึ้นไป ขณะเดียวกันธนาคารยังมีต้นทุนจากค่าเครื่อง EDC กว่า 1 หมื่นบาทต่อเครื่อง ค่าโทรศัพท์ ค่า Link ระบบค่าเช่าพื้นที่ในการติดตั้งเครื่อง เป็นต้น แต่รายได้หลักของธนาคารมาจากร้านค้าที่จะต้องจ่ายในอัตรา 1-2% ของราคาสินค้า (ขึ้นอยู่กับข้อตกลงและโวลุ่มของแต่ละร้าน)

      

"ด้วยต้นทุนที่สูงทำให้แบงก์เลือกติดตั้งเครื่องในเฉพาะร้านค้าใหญ่ๆ เท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะขาดทุน คือต้องมีรายการรูดไม่ต่ำกว่า 7 หมื่น - 1 แสนบาท ถึงจะคุ้มหรือมีกำไรจากร้านค้าประมาณ 700-1,000 บาท และแต่ละรายการก็จะต้องจ่ายให้กับวีซ่า มาสเตอร์การ์ด และมีต้นทุนอื่นๆ อีกจิปาถะ ถ้าหากว่ามีกำไรคงเห็นการติดตั้งเครื่อง EDC เป็นการทั่วไปแล้ว และถ้าต้องลดค่าฟีให้ร้านค้าอีกแบงก์คงเจ๊งกลายเป็นการขาดทุนที่ไม่จำกัด และคงไม่มีใครอยากทำธุรกิจนี้เพราะยิ่งลูกค้าใช้มากยิ่งขาดทุนมาก แต่ที่ยังต้องทำเพราะอีกด้านหนึ่งต้องรองรับการให้บริการบัตรเครดิตซึ่งส่วนใหญ่จะได้กำไรจากการผ่อนชำระสินค้าและร้านค้าก็จะได้โวลุ่มในการซื้อสินค้ามากขึ้น"

        

อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศรัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์มาก โดยให้สิทธิ์ร้านค้าสามารถนำสลิปการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตแล้วนำมาหักลดหย่อนภาษีในช่วงปลายปี อีกด้านยังสามารถขยายฐานภาษีแก่ร้านค้าที่เดิมอยู่ใต้ดินในเข้ามาอยู่ในระบบภาษีได้ ซึ่งประเทศไทยควรเห็นถึงความสำคัญเรื่องดังกล่าว ไม่ใช่การพุ่งเป้ามาที่ภาคธุรกิจทำให้อาจไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

 

ที่มา:ฐานเศรษฐกิจ

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ