Loading

เตือนระวัง3ปัจจัยฉุดไทยร่วงยาว-ชี้อัดฉีดเงินเห็นผลแค่ระยะสั้นธปท.ย้ำหั่นจีดีพีตามสภาพศก.

วันที่ : 24 กรกฎาคม 2556
เตือนระวัง3ปัจจัยฉุดไทยร่วงยาว-ชี้อัดฉีดเงินเห็นผลแค่ระยะสั้นธปท.ย้ำหั่นจีดีพีตามสภาพศก.

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ยันการหันตัวเลขจีดีพีเป็นไปตาม สภาพเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัวลง ส่วนเรื่องเงินทุนไหลเข้า และความผันผวนตลาดเงินโลก ยังไม่น่าห่วง แต่ต้องระวังปัจจัยลบที่จะส่งผลกระทบต่อไทยในระยาว ซ้ำเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

 

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่ ธปท.ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ของประเทศในปีนี้เหลือเพียง 4.2% จากเดิม 5.1% ว่า ยังไม่ถือเป็นการปรับลดในอัตราที่ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากระยะหลังต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก ดังนั้นจึงสัมพันธ์กับภาคส่งออกของประเทศไทย

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะยังมีอัตราการเติบโตที่อยู่ในเกณฑ์ดี แต่เชื่อว่าหากได้รับการกระตุ้นจากภาคการใช้จ่ายและการลงทุนของนโยบายรัฐบาลได้ตามแผน จะช่วยผลักดันให้ธุรกรรมทางเศรษฐกิจมีการขยายตัว และการลงทุนจะเป็นส่วนเสริมสภาพคล่องของเศรษฐกิจประเทศ

 

"เศรษฐกิจปีนี้ที่เรามองโต 4.2% ก็ไม่ได้ถือว่าต่ำเกินไปถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ตัวที่สำคัญคือ เราต้องดูจุดแข็งและข้อจำกัดของเราคืออะไร สอดคล้องที่จะนำเศรษฐกิจเราฝ่าฟันไปข้างหน้าอย่างไร โดย ธปท.คำนึงถึงยุทธศาสตร์ของประเทศและอยากให้เรื่องการเติบโต การแข่งขัน และการกระจายอำนาจให้ทั่วถึง ซึ่ง ธปท.จะคำนึงถึงความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านและไทย" ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าว

 

ส่วนสถานการณ์เงินทุนไหลเข้าและไหลออกในขณะนี้ว่า ยังไม่ถือว่าน่าเป็นห่วง โดยยังคงสอดคล้องกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งพบว่า Sentiment ของภูมิภาคเอเชียปรับตัวดีขึ้น ภายหลังจากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ ปรับตัวลดลง ส่งผลให้นักลงทุนมีความคิดเห็นว่าเฟดอาจไม่สามารถชะลอ QE ได้ทันในเดือน ก.ย.นี้ ดังนั้นในระยะนี้อาจเห็นภาพเงินทุนไหลเข้าประเทศในภูมิภาคเอเชียรวมถึงประเทศไทย และทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ธปท.ยังคงมีเครื่องมือที่จะรับมือการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ต่างๆ และจะพิจารณาให้เหมาะสมกับความสมดุลของเศรษฐกิจของประเทศ

 

"ยังไม่มีอะไรน่าห่วงจนเกินไป เราก็พยายามเตรียมเครื่องมือเอาไว้ให้มากที่สุด และเลือกใช้ส่วนผสมที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น ที่ผ่านมาเราใช้ระบบความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยนพอสมควร และต้องใช้การจัดการที่ไม่เอาสมบัติของชาติไปยันไว้ตลอด แต่ของพวกนี้ถ้าสุดเหวี่ยงมากเกินไปและแตกต่างจากพื้นฐานเศรษฐกิจเราก็มีเครื่องมือ ทั้งการแทรกแซงของ ธปท.และมีเครื่องมือเพิ่มเติมในการบริหารจัดการมากขึ้น ส่วนระยะการดำเนิน นโยบาย เราพยายามหาความสมดุลไม่ให้สุดขั้ว หากวันใดข้างหน้าเกิดความพลิกผันเราจะได้ไม่เสี่ยงมาก" ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าว

 

ทั้งนี้ มองว่าในครึ่งปีหลังประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาดการเงินโลก ซึ่งประเทศที่มีวิกฤติเศรษฐกิจยังไม่เห็นภาพการฟื้นตัวที่เบ็ดเสร็จ และตลาดการเงินยังคงผันผวนต่อข่าวสารที่มากระทบต่อความรู้สึกของนักลงทุนได้ง่าย

 

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ กล่าวอีกว่านอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ปัจจัยภายในประเทศที่สำคัญที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยก็คงให้ความสนใจด้วย เช่น ปัจจัย การผลิต จำนวนแรงงาน ที่เริ่มเห็นสัญญาณการขาดแคลนแรงงานอย่างเห็นได้ชัด อัตราการเจริญพันธุ์ ลดลงมาก การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการเพิ่มขึ้น ของแรงงานใกล้ถึงขีดจำกัด อีกทั้งการขาดแคลนช่างฝีมือ และปริญญาตรีว่างงานก็เป็นอีกปมปัญหาหนึ่ง ด้านการสะสมทุนอยู่ในระดับต่ำ อัตราการขยายตัวของทุนต่อแรงงานอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.4%

 

ประเด็นที่ 2 คือการจัดสรรปัจจัยการผลิต การย้ายแรงงานและทุนจากกลุ่มที่ให้ผลผลิตต่ำไปสู่กลุ่มที่ให้ผลผลิตสูง ล่าสุดเริ่มมีแรงงานที่ไหลกลับเข้าสู่ภาคการเกษตรมากขึ้น ราว 7 แสนคน เป็นตัวฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจ และ 3.คุณภาพปัจจัยในการผลิต ที่ไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ถือว่าประเทศไทยยังมีช่องว่าง จึงควรให้ความรู้การศึกษาแก่แรงงาน นวัตกรรมใหม่ๆ กฎหมายบังคับใช้ที่มีเสถียรภาพ และสถาบันสังคมที่ดี ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง เราควรมีกันชนที่มีประสิทธิภาพไว้ป้องกัน

 

"นโยบายการเงินและการคลังสามารถดูแลความผันผวนได้ในระยะสั้น เราต้องให้ความสำคัญกับการดูแลแรงงาน การสะสมทุน และคุณภาพของแรงงาน ผลักดันเศรษฐกิจไปในทิศทางยั่งยืน"

 

ด้านนายศรชัย สุเนต์ตา รองกรรมการ ผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่าในช่วงครึ่งหลังของปี'56 ปัจจัยความกังวลในเรื่องการหยุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) น่าจะมีผลกระทบต่อการลงทุนน้อยลงเพราะสินทรัพย์ต่างๆ ได้ปรับฐานรับข่าวลงมาในช่วงก่อนหน้าไปมากแล้ว

 

"ปัจจัยลบในการลงทุนช่วงครึ่งปีหลังกลับมาเป็นความกังวลในเรื่องของเศรษฐกิจจีนที่ตลาดกังวลว่า อาจจะโตต่ำกว่า 7.0% ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ใกล้ 8.0% จากนโยบายของรัฐบาลจีนที่ยังเน้นการคุมปล่อยสินเชื่อของธนาคารจีนซึ่งไม่ดี ต่อเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลใหม่จีนเองต้องการให้เศรษฐกิจโตแบบมีเสถียรภาพทำให้เศรษฐกิจจีนอาจจะไม่โตเช่นในอดีตและนักลงทุนเองเริ่มเป็นกังวลมากขึ้น ตลอดจนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าและอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐที่ยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นเพื่อสะท้อนภาพเศรษฐกิจจริง"

 

 ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ