Loading

ผลประชุม กรอ.ภูมิภาคเสนอเพิ่มศักยภาพภาคกลาง-เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมรองรับ AE

วันที่ : 19 กรกฎาคม 2556
ผลประชุม กรอ.ภูมิภาคเสนอเพิ่มศักยภาพภาคกลาง-เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมรองรับ AEC

วันนี้ (18 ก.ค. 56) เวลา 15.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 8 อาคารเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (กรอ.ภูมิภาค) ครั้งที่ 4/2556

 

โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เข้าร่วมรับฟังสรุปผลการประชุมฯ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสนธยา คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และตัวแทนภาคเอกชนได้ร่วมกันแถลงผลการประชุมฯ

 

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย รวม 5 เรื่อง 18 ประเด็น สรุปได้ดังนี้

 

1. การส่งเสริมการค้าและการลงทุน ประกอบด้วย 2 เรื่อง (เสนอโดย กกร.)

1.1 ขอให้สนับสนุนโครงการ “พัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงโคนมและนมอินทรีย์ครบวงจร” ประกอบด้วย การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเนเปียร์ การจัดตั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ TMF สำหรับโคนม และการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าผลิตภัณฑ์นมสู่อินโดจีน เพื่อการพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์นมโคสดที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

มติ

- มอบหมายให้ ก.เกษตรฯ ประสานคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม รับไปพิจารณาในรายละเอียดของความคุ้มค่าและความเหมาะสมของโครงการฯ โดยเฉพาะรูปแบบและกลไกการบริหารจัดการที่ไม่เป็นภาระงบประมาณของรัฐในอนาคต รวมทั้งให้พิจารณาความเชื่อมโยงกับกลไกหน่วยงาน ที่มีอยู่ในพื้นที่ด้วย

 

1.2 การเร่งรัดและทบทวนประกาศกฎกระทรวงมหาดไทย “ให้ใช้บังคับผังเมืองรวม” โดย (1) ขอให้ยกเลิกพื้นที่สีเขียวในผังเมืองรวมพระนครศรีอยุธยา ช่วงบ้านกรด-คลองข้าวเม่า ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของถนนสายเอเชีย โดยให้ขยายสีของผังเมืองเหลืองและส้มตามผังเมืองเดิม และขอยกเลิกข้อห้ามการสร้างอาคารขนาดใหญ่ในผังเมืองรวมเมืองพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2552 ทุกสี (เหลือง ส้ม แดง) (2) ขอให้ปรับปรุงแก้ไขผังเมืองรวม

จ.สระบุรี ตามประกาศกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม จ.สระบุรี พ.ศ. 2554 ให้มีความสอดคล้องกับสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน และตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศให้แล้วเสร็จใน 6 เดือน

มติ

- มอบหมายให้ ก.มหาดไทย รับไปพิจารณาร่วมกับ ก.วัฒนธรรม ก.การท่องเที่ยวฯ ก.ต่างประเทศ และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อปรับปรุงประกาศกฎกระทรวงใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดสระบุรีตามขั้นตอนต่อไป

- มอบหมายให้สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยรับไปจัดทำรายละเอียดคำร้องพร้อมเหตุผลการขอเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินต่อเทศบาลพระนครศรีอยุธยาเพื่อประกอบการปรับปรุงผังเมืองรวมเมืองพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดสระบุรีต่อไป

 

1.3 ขอให้สนับสนุนโครงการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมการเกษตร – Agro Industry Commodity (Model: ข้าว) โดย (1) จัดทำกฎหมายเพื่อรองรับการรวมกลุ่มของเกษตรกรและการจัดรูปที่ดินใหม่ (2) สนับสนุนเงินทุนขั้นต้น โดยให้เงินกู้ยืมผ่าน ธกส. แก่กลุ่มเกษตรกรเพื่อดำเนินโครงการ กลุ่มละประมาณ 25-30 ล้านบาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3-5 ปี เพื่อซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร สร้างโรงอบข้าว ไซโลเก็บข้าวและโรงสีข้าวชุมชน และ (3) สนับสนุนและให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับการจัดการและดูแลมาตรฐานการผลิตข้าว การทำการตลาดของข้าวสารที่เน้นเอกลักษณ์ของข้าวท้องถิ่น รวมถึงการพัฒนาและอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นถิ่น

มติ

- มอบหมายให้ ก.เกษตรฯ เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับ ก.พาณิชย์ ก.อุตสาหกรรม ก.การคลัง ก.พลังงาน ก.มหาดไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมของโครงการฯ กลไกและรูปแบบการบริหารจัดการของโครงการที่ยั่งยืน และความเชื่อมโยงกลไกหน่วยงานที่มีอยู่ในพื้นที่ และนำเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติเพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

- สำหรับงบประมาณให้ ก.เกษตรฯ ในฐานะเป็นหน่วยงานหลักรับไปหารือร่วมกับ ก.การคลังและ สศช. พิจารณาแหล่งเงินที่เหมาะสมในการศึกษารายละเอียดการดำเนินโครงการตามที่ภาคเอกชนเสนอ

 

2. การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ ประกอบด้วย 2 เรื่อง (เสนอโดย กกร.)

2.1 ขอให้เร่งรัดโครงการ ประกอบด้วย (1) ถนนวงแหวนต่างระดับ สาย 9 ตัด 340 และ ตัด 345 เชื่อมโยง นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี (2) ทางด่วนโทล์เวย์ (รังสิต-ประตูน้ำพระอินทร์) ให้เสร็จภายในปี 2558 และ (3) ก่อสร้างเส้นทางหมายเลข 32 ต่อเชื่อมกับสถานีรถไฟมาบพระจันทร์ ที่ อ.นครหลวง (สถานีขนส่งสินค้า)

2.2 ขอให้เร่งรัดการขยายช่องจราจรจาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร 3 เส้นทาง ได้แก่ (1) ถนนเลียบคลองเจ็ด ฝั่งตะวันตก (ปท. 3004) อ.ลำลูกกา จ. ปทุมธานี ระยะทาง 10.4 กม. (2) เส้นทางหมายเลข 33 (มาจากหินกอง) หรือ ทางหลวงหมายเลข 329 เดิม ช่วง อ. นครหลวง-อ.บางปะหัน เพื่อการขนส่งลงทางน้ำของแม่น้ำป่าสัก (3) ถนน 3056 อ.ภาชี-อ.อุทัย-อ.บางปะอิน เชื่อมโยงถนนหมายเลข 32 เส้นทางหลักของทางออกนิคมอุตสาหกรรมโรจนะไปกรุงเทพฯ

2.3 ขอให้เร่งรัดโครงการก่อสร้างขยายถนนหมายเลข 9 จากแยกทางต่างระดับ 340 (นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี) จาก 4 ช่องจราจรเป็น 10 ช่องจราจร ระยะทางประมาณ 40 กม. (กาญจนาภิเษก หรือวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตก ไปจนถึงถนนพหลโยธิน)

มติ-มอบหมายให้ ก.คมนาคม รับข้อเสนอของภาคเอกชนไปประกอบ การพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของเส้นทางตามความจำเป็นและเร่งด่วน เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปีหรือแหล่งเงินอื่น อาทิ พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ตามขั้นตอนต่อไป โดยพิจารณาข้อจำกัดของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วย

 

2.4 ขอให้ขยายเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงจากบางใหญ่-ไทรน้อย (2.5 กม.) และเชื่อมโยงกับรถไฟฟ้าสายสีชมพูบนถนนชัยพฤกษ์ ระยะทาง 9 กม. (สายสีทอง)

มติ-มอบหมาย ก.คมนาคมรับข้อเสนอของภาคเอกชนดังกล่าวไปพิจารณาการออกแบบภาพรวม โดยพิจารณาเรื่องการจัดระบบขนส่งมวลชนรูปแบบอื่นเพื่อเชื่อมโยงระหว่างสถานีด้วย

 

2.5 ขอให้สนับสนุนโครงการศึกษา จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ (1) การปรับปรุงสะพานนวลฉวี เพื่อการสัญจรทางน้ำ และ (2) การยกระดับเส้นทางรถไฟ เพื่อการแก้ไขปัญหาการจราจร กรณีเส้นทางรถไฟฝ่ากลางเมือง จ.สระบุรี

มติ-มอบหมายให้ ก.คมนาคม รับข้อเสนอของภาคเอกชนไปประกอบการศึกษาความเหมาะสมและความจำเป็นของโครงการ เพื่อประกอบการพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของเส้นทางตามความจำเป็นและเร่งด่วน เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปีหรือแหล่งเงินอื่น อาทิ พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ตามขั้นตอนปกติต่อไป

 

3. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประกอบด้วย 2 เรื่อง (เสนอโดย กกร.)

3.1 ขอให้ดำเนินโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำคลองบางบัวทอง ต.ท่าอิฐ ต.อ้อมเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

มติ-มอบหมายให้ ก.เกษตรฯ เสนอโครงการฯ ต่อ คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณตามข้อเสนอของภาคเอกชนตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินการต้องทำความเข้าใจกับประชาชน และให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมเข้าร่วมติดตามตรวจสอบและประเมินผลโครงการอย่างใกล้ชิด

 

3.2 ขอให้พัฒนาเส้นทางขนส่งทางน้ำในแม่น้ำป่าสัก (อ.เสาไห้-อ.นครหลวง) โดย (1) เร่งดำเนินการสร้างเขื่อนทั้ง 12 แห่ง ใน อ.ท่าเรือ และ อ.นครหลวง และขุดลากลำน้ำ ให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 (2) พัฒนาเส้นทางคมนาคมในแม่น้ำป่าสักบริเวณเหนือ อ.ท่าเรือ ถึงบางปะอินถึง อ.เสาไห้ (3) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขนส่งทางน้ำให้ครบทั้งระบบ (4) บูรณาการโครงการป้องกันน้ำท่วมในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา และโครงการผันน้ำในพื้นที่ต่างๆ เข้ากับโครงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในแม่น้ำป่าสัก และ (5) ผลักดันให้ผู้เกี่ยวข้องจัดทำแผนรองรับผลกระทบ และจัดทำโครงการ CSR ต่อชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการพัฒนาท่าเรือและขนส่งทางน้ำจากชุมชนริมฝั่งแม่น้ำ

มติ-มอบหมายให้ ก.คมนาคม รับความเห็นและข้อเสนอแนะของภาคเอกชนไปประกอบการศึกษาความเหมาะสมของโครงการศึกษาความเหมาะสมของการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังในแม่น้ำป่าสักและการพิจารณาจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องได้แก่ สะพาน และโครงข่ายคมนาคมขนส่ง เพื่อให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางน้ำได้ตามเป้าหมาย

 

4. การส่งเสริมการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 2 เรื่อง (เสนอโดย กกร./สทท.)

4.1 ขอให้สนับสนุนโครงการพัฒนาศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (หลังเก่า) และโครงสร้างการบริหารจัดการ การจัดระเบียบสถานที่ท่องเที่ยวโบราณสถาน เพื่อเป็นศูนย์บริการท่องเที่ยวเมืองมรดกโลก (Ayutthaya World Heritage Tourist Service Center)

มติ

มอบหมายให้ ก.มหาดไทย และ สศช. เป็นหน่วยงานหลักรับข้อเสนอภาคเอกชนไปหารือกับ ก.การท่องเที่ยวฯ ก.วัฒนธรรม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำยุทธศาสตร์จังหวัด โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงกับแผนแม่บทการอนุรักษ์พัฒนาและฟื้นฟูประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และแนวทางการบริหารจัดการศูนย์นักท่องเที่ยวให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการท่องเที่ยวอยุธยาเมืองมรดกโลกโดยเน้นกระบวนการมีส่วนส่วนร่วมทุกภาคส่วน

4.2 ขอให้พัฒนาถนนสระบุรี-ปากบาง (สบ.4001) เป็นถนนวัฒนธรรมไท-ยวนเพื่อการท่องเที่ยว โดยให้มี (1) การปรับภูมิทัศน์ถนนสายวัฒนธรรมโดยใช้อัตลักษณ์ชุมชนไท-ยวนเป็นจุดเด่นระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร (2) ปรับปรุงป้ายประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวตลอดเส้นทาง ซุ้มทางเข้าและจัดให้มีรถรางนำเที่ยว และ (3) ให้มีอาคารศูนย์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมลุ่มน้ำป่าสักสระบุรี

มติ-มอบหมายให้ ก.การท่องเที่ยวฯ ร่วมกับ ก.วัฒนธรรม ก.มหาดไทย และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) พิจารณาในรายละเอียดการพัฒนาถนนวัฒนธรรมไท-ยวนเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามภารกิจของหน่วยงาน โดยให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรม การเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมภายในกลุ่มจังหวัด และการส่งเสริมด้านการตลาดท่องเที่ยว

 

5. เรื่องอื่นๆ ประกอบด้วย 4 เรื่อง (เสนอโดย สทท./กกร.)

5.1 ขอให้เร่งรัดการดำเนินการตามแผนงานการบริหารจัดการสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินภูเก็ต เพื่อเตรียมรองรับ High Season โดย (1) ขอความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาแออัดรองรับนักท่องเที่ยวของสนามบินภูเก็ต ได้แก่ ที่จอดรถไม่เพียงพอ ป้ายบอกทางไม่ชัดเจน ร้านค้าพาณิชย์มีหนาแน่นมากทำให้พื้นที่สัญจรและพักรอของผู้โดยสารน้อยเกินไป (2) ขอให้สนามบินดอนเมืองเปิดใช้บริการอย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของ Ground Handling Service ทั้งระบบ และ (3) ในส่วนระยะยาว ให้รัฐบาลควบคุมการดำเนินการส่วนต่อขยายทั้งสองสนามบินให้แล้วเสร็จทันตามเวลาที่กำหนด

มติ- มอบหมายให้ ก.คมนาคม เป็นหน่วยงานหลักจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหากรณีสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อแก้ไขปัญหาแออัดรองรับนักท่องเที่ยวของสนามบินภูเก็ตโดยเร่งด่วน

- มอบหมายให้ ก.คมนาคม ประสาน ทอท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดการเสนอแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกของทั้ง 2 ท่าอากาศยาน เพื่อให้เห็นถึงแผนพัฒนาที่ความเชื่อมโยง โดยเฉพาะในด้านการรองรับปริมาณผู้โดยสารที่จะเดินทางมากรุงเทพฯ ในภาพรวม รวมทั้งความสอดคล้องกับขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหาเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของ ทสภ.

 

5.2 ขอให้พิจารณาแนวทางการรณรงค์เพื่อดำเนินการด้านการใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานบังคับ (ตามรายงาน ก.แรงงานสหรัฐฯ เกี่ยวกับสถานการณ์ การใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานบังคับ) ประกอบด้วย (1) ควรบังคับใช้กฎหมายด้านการใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานบังคับอย่างจริงจัง (2) ควรกำหนดให้มีศูนย์กลางหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องการใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานบังคับที่ชัดเจนเพียงแห่งเดียว (3) ควรกำหนดขั้นตอนในการว่าจ้างแรงงานต่างด้าวในแต่ละประเภทอุตสาหกรรมให้ชัดเจน (4) ควรเร่งรัดประชาสัมพันธ์และรณรงค์เรื่องการใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานบังคับที่ถูกต้อง มีกระบวนการตรวจสอบและประเมินผล รวมทั้งการออกหนังสือรับรองให้แก่สถานประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และ (5) ขอให้ ก.แรงงานจัดตั้งคณะ กรรมการ/คณะทำงาน เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานบังคับ ร่วมกับหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้อง

มติ-มอบหมายให้ ก.ยุติธรรม ร่วมกับ ก.แรงงาน ก.พัฒนาสังคมฯ ก.มหาดไทย ก.พาณิชย์ ก.เกษตรฯ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาคเอกชน รับไปพิจารณาดำเนินการในการหารือร่วมกัน โดยใช้กลไกต่างๆ ที่มีอยู่ให้สามารถดำเนินงานได้อย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม ตลอดจนเผยแพร่แนวปฏิบัติด้านการใช้แรงงานที่ดีเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของอุตสาหกรรมและประเทศชาติต่อไป

 

5.3 ขอให้ทบทวนเกณฑ์การรวมธุรกิจที่ต้องขออนุญาต ตามบทบัญญัติมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ดังนี้ (1) เกณฑ์การรวมธุรกิจที่ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตก่อน ควรพิจารณากำหนดส่วนแบ่งตลาด และยอดขาย รวมทั้งสัดส่วนการเข้าซื้อหรือได้มาซึ่งหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้นกว่านี้ (2) ควรกำหนดข้อยกเว้นสำหรับการควบรวมหรือการซื้อขายหุ้นในบางกรณี เช่น การควบรวม หรือการซื้อหุ้นระหว่างบริษัทในเครือ และกรณีที่การควบรวมกิจการนั้นๆ ไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการแข่งขัน และ (3) ควรกำหนดแนวปฏิบัติ (Guideline) ที่ชัดเจน สามารถปฏิบัติได้ และเผยแพร่ให้ทุกภาคส่วนมีความรู้ความเข้าใจที่ตรงกัน

มติ-มอบหมายให้ ก.พาณิชย์ เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางการทบทวนเกณฑ์การรวมธุรกิจที่ต้องขออนุญาต ตามบทบัญญัติมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 รวมทั้งประเด็นสำคัญอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการพิจารณาผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในทุกระดับทั้งระบบร่วมกัน

 

5.4 ขอให้พิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.ศุลกากร ในประเด็นว่าด้วยโทษสำหรับกรณีที่ไม่ได้มีเจตนาหรือหลีกเลี่ยงภาษี โดย(1) ปรับปรุงบทลงโทษทางศุลกากรให้เหมาะสม ได้แก่ แยกฐานความผิดที่เกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิค เช่น การนำเข้าของต้องจำกัด โดยไม่ขอใบอนุญาตก่อนการนำเข้าออกจากฐานความผิดอื่นๆ ตามมาตรา 27 และ กำหนดอัตราโทษสำหรับฐานความผิดต่างๆ ที่แยกออกมา เช่น ฐานความผิดที่เกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิค รวมทั้งควรกำหนดบทลงโทษให้เหมาะสมโดยควรพิจารณาบทลงโทษที่ไม่เกินโทษตามกฎหมายหลักของการไม่ขอใบอนุญาตการนำเข้าสินค้าต้องจำกัดนั้นๆ เป็นต้น และ (2) ขอให้พิจารณายกเลิกมาตรการให้เงินสินบนและรางวัลนำจับ โดยเฉพาะกรณีความผิดมิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร แต่เป็นกรณีที่เกิดจากความผิดพลาด

มติ -มอบหมายให้ ก.การคลัง รับไปพิจารณาความเหมาะสมในการปรับปรุงบทลงโทษทางศุลกากรตามฐานความผิดให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใส รวมทั้งพิจารณาเร่งรัดการนำร่าง พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีบทบัญญัติให้มีการทบทวนการปรับลดเงินรางวัลสินบนจากเงินค่าขายของกลางลง เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ต่อไป

 

5.5 ขอให้ออกกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งในฝั่งลูกหนี้และเจ้าหนี้เป็นการถาวร

มติ เห็นชอบในหลักการและมอบหมาย ก.การคลัง ไปพิจารณาในรายละเอียด โดยหารือร่วมกับภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาในรายละเอียดการออกกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาทิ การออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษีอากรในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

 

5.6 ขอให้เร่งรัดขั้นตอนและกระบวนการขออนุญาตจัดตั้งและผลิตโรงงานผลิตไฟฟ้า

มติ มอบหมาย ก.อุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานหลัก หารือร่วมกับ ก.พลังงาน ก.มหาดไทย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อพิจารณาแนวทางการปรับปรุงกระบวนการขั้นตอนและกระบวนการขออนุญาตจัดตั้งและผลิตโรงงานผลิตไฟฟ้า รวมทั้งให้พิจารณาสนับสนุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำของชุมชนด้วย

 

ที่มา: http://www.thanonline.com

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ