Loading

คลังเล็งหารือสรรพากรช่วยน้ำท่ว

วันที่ : 14 มิถุนายน 2555
คลังเล็งหารือสรรพากรช่วยน้ำท่วม

กิตติรัตน์ เล็งหารือกรมสรรพากรผ่อนปรนนำค่าชดเชยสินไหมจากน้ำท่วมมาคำนวณภาษี ส่วนเงินกู้ออมสินจะเร่งเสนอครม.ขยายเวลาเป็น 15 ปี

 

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการสัมมนาเรื่อง ก้าวใหม่การลงทุนหลังวิกฤตอุทกภัยว่า ได้เรียกกรมสรรพากรมาหารือภายหลังจากที่ได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมว่ามีการนำค่าสินไหมทดแทนมาคำนวณเป็นรายได้เพื่อเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งทางกระทรวงการคลังจะรับเรื่องดังกล่าวไปเจรจากับกรมสรรพากรให้ผ่อนปรนให้กับผู้ประกอบการ โดยจะเร่งสรุปให้ได้เร็วที่สุด เนื่องจากผู้ประกอบการได้รับผลกระทบมาก

 

ขณะที่การเงินจากธนาคารออมสิน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาให้รอบคอบ ก่อนที่จะมีการพิจารณาขยายระยะเวลาการชำระเงินจาก 7 ปี เป็น 15 ปี เนื่องจากต้องรอความชัดเจนของยอดการลงทุนก่อสร้างทั้งหมด วงเงินอุดหนุนของรัฐบาล ถึงจะออกมาเป็นยอดที่ภาคเอกชนจะต้องกู้ยืมจากธนาคารออมสิน โดยคาดว่าจะมีวงเงินกู้ยืมทั้งหมด 2,000 ล้านบาท จากวงเงินที่ตั้งไว้ 1.5 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.01% มีระยะเวลาปลอดการชำระเงินต้นใน 5 ปีแรก ซึ่งจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เร็วที่สุด

 

เรื่องการขยายเวลาการชำระหนี้ภาครัฐเห็นด้วยและพร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่ แต่ต้องรอความชัดเจนก่อน ซึ่งเงินที่ภาคเอกชนเข้ามากู้เพื่อใช้ในการก่อสร้างจะอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เบื้องต้น ส่วนเรื่องขั้นตอนการทำงานของภาครัฐที่ล่าช้าเรื่องเงินอุดหนุน 2 ใน 3 จะเร่งทำให้เบิกจ่ายเงินงวดแรกได้ภายใน 1-2 สัปดาห์นายกิตติรัตน์ กล่าว

 

สำหรับแผนป้องกันน้ำท่วมในปีนี้ ยอมรับว่าปริมาณน้ำมีแนวโน้มมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่จากแผนที่รัฐบาลเดินหน้ามาคาดว่าจะสามารถดูแลจัดการได้ไม่ให้เกิดความเสียหาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วง 5 เดือน มียอดขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวน 817 โครงการ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 21% คิดเป็นมูลค่า 3.7 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17% และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2545-2554 ในจังหวังพระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี มียอดขอรัยการส่งเสริมการลงทุนรวม 1,617 โครงการ มูลค่า 6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 12% ของยอดขอรับการส่งเสริมทั้งประเทศ ซึ่งแสดงถึงศักยภาพในการรองรับการลงทุนในพื้นที่นี้

 

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ขณะนี้มีบริษัทที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยได้รับการอนุมัตินำเข้าเครื่องจักรมาทดแทนที่เสียหายจำนวน 426 โครงการ มูลค่า 9.71 หมื่นล้านบาท และมีโครงการลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมภายใต้มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงมาตรการสำหรับนิคมฯ หรือเขตอุตสาหกรรมที่จะลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและโครงการลงทุนใหม่ในพื้นที่อุทกภัยรวม 78โครงการ มูลค่า 1.14 หมื่นล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน

 

นายอภิชาต ลีอิสระนุกูล รองประธานกรรมการบริหารบริษัทไทยสแตนเลย์ อิเล็กทริก ผู้ผลิตหลอดไฟ โคมไฟ สำหรับรถยนต์ โรงงานตั้งอยู่ในจัหวัดปทุมธานี กล่าวว่า เอกชนเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาของรัฐบาล เพราะรัฐบาลรับทราบปัญหาทั้งหมดและได้เตรียมโครงการแก้ปัญหามากมาย รวมถึงมีประสบการณ์บริหารจัดการมาแล้ว ทำให้เอกชนพอใจในการแก้ปัญหา

 

เรามั้นใจและได้ขยายการลงทุนเพิ่มในพื้นที่เดิมไปแล้ว เป็นการลงทุนทำชิ้นส่วนรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) มูลค่า 2,000 ล้านบาท จะเริ่มก่อสร้างเร็วๆนี้นายอภิชาต กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลเรื่องการประสานข้อมูล เพราะรัฐบาลไม่สามารถเดินไปในทางเดียวกันได้ แต่เมื่อรัฐบาลจะตั้งศูนย์ควบคุมแลสั่งการแบบเบ็ดเสร็จ น่าจะทำให้การทำงานมีเอกภาพมากขึ้น นอกจากนี้เอกชนต้องการเสนอให้ยกเลิกการนำรายได้จากเงินชดเชนยค่าสินไหมไปคำนวณเป็นภาษี เพราะถือเป็นเงินรายได้จากความเสียหาย

 

สำหรับบริษัทไทยแสตนเลย์ ได้ขอเคลมประกันความเสียหายไปมูลค่า 500 ล้านบาท ขณะนี้ได้ค่าชดเชยมาแล้ว 180 ล้านบาท โดยตอนนี้โรงงานได้กลับมาเปิดดำเนินแล้ว 95% และได้ลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วมภายในโรงงานไปแล้ว 100 ล้านบาท โดยได้จัดทำเขื่อนป้องกันน้ำรอบโรงงาน และติดตั้งระบบชัตดาวน์ภายในโรงงาน

 

ที่มา: http://www.posttoday.com

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ