Loading

ธปท.คลอดกฎซอฟต์โลน 3 หมื่นล้าน อุ้มเอสเอ็มอี-คนถูกน้ำท่วม-ผิดเงื่อนไขปรับ 10

วันที่ : 22 กุมภาพันธ์ 2555
ธปท.คลอดกฎซอฟต์โลน 3 หมื่นล้าน อุ้มเอสเอ็มอี-คนถูกน้ำท่วม-ผิดเงื่อนไขปรับ 10%

          นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ออกประกาศให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินอัตราดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงิน 300,000 ล้านบาท โดยเป็นเงินที่ ธปท.สมทบ 70% คิดเป็นไม่เกิน 210,000 ล้านบาท และสถาบันการเงินสมทบไม่น้อยกว่า 30% คิดเป็น 90,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา และบุคคลธรรมดาที่ถูกน้ำท่วมในปี 2554 สำหรับเขตพื้นที่ที่จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการดังกล่าว กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยกำลังพิจารณา คาดว่าจะชัดเจนไม่เกินวันที่ 20 ก.พ.นี้ เบื้องต้นวงเงินที่จัดสรรให้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เอส เอ็มอีนิติบุคคลและประเภทบุคคลธรรมดารายละไม่เกิน 30 ล้านบาท บุคคลธรรมดารายละไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยสถาบันการเงินจะอนุมัติสินเชื่อ และรับความเสี่ยงกรณีที่ลูกค้าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมดเอง แต่หากกรณีที่ลูกค้าให้ข้อมูล ไม่ถูกต้องเป็นเท็จ และไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด ธปท. อนุญาตให้สถาบันการเงินนั้นๆ มีสิทธิ์เรียกค่าปรับจากลูกค้าได้ในอัตราไม่เกิน 10% ของวงเงินสินเชื่อที่ปล่อยไป ส่วนกรณีที่สถาบันการเงินผิดพลาด ธปท.มีสิทธิ์เรียกค่าปรับได้ในอัตราเดียวกัน

 

          “เงื่อนไขโดยทั่วไป คือ เป็นเอสเอ็มอี เป็นบุคคลธรรมดา โดยมีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงาน สถานที่ประกอบอาชีพ หรือสถานประกอบธุรกิจหรือการค้าของตน ได้ถูกน้ำท่วมปี 2554 ในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยกรณีฉุกเฉินตามประกาศกระทรวงการคลัง ซึ่งคาดว่าจะมีทั้งหมด 77 จังหวัด แต่ต้องดูว่าเป็นบริเวณตำบล อำเภอไหนบ้าง เพราะครั้งนี้ต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงๆ ไม่ได้เป็นการปล่อยกู้โดยทั่วไป” นางผ่องเพ็ญกล่าว

 

          นางผ่องเพ็ญกล่าวว่า หลังจากประกาศพื้นที่ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการแล้ว ภายใน 14 วันหลังประกาศ สถาบันการเงินจะรวบรวมวงเงินที่ต้องการมายัง ธปท. และหลังจากนั้นภายใน 3 วันทำการ ธปท.จะพิจารณาจัดสรรวงเงินให้สถาบันการเงิน โดยวิธีการโอนเข้าบัญชีทันทีในวันเดียวกัน ส่วนการคิดอัตราดอกเบี้ยนั้นธปท.จะคิดจากสถาบันการเงิน 0.01% ต่อปี โดยให้สถาบันการเงินคิดอัตราดอกเบี้ยจากเอสเอ็มอีและลูกค้าบุคคลธรรมดาได้ในอัตราไม่เกิน 3% ต่อปี ระยะเวลาช่วยเหลือไม่เกิน 5 ปี สิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ธ.ค. 2561

 

          ทั้งนี้ มีธนาคารพาณิชย์ สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 6 แห่งเข้าร่วม คือธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

 

          นางผ่องเพ็ญ กล่าวด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมายังคงมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในประเทศอย่างต่อเนื่องโดยตั้งแต่ต้นปี 55 มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสุทธิ โดยเข้ามาลงทุนทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในตลาดตราสารหนี้มากกว่า

 

          ส่วนที่ธนาคารพาณิชย์ยังไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ต้องการความชัดเจนเรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากจากกระทรวงการคลัง เมื่อขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่าเงินนำส่งใหม่อยู่ที่ 0.47% หลังจากนี้ธนาคารคงจะทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมา

 

          ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท.ยอมรับว่าช่วงนี้มีเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศเข้ามาในไทย สะท้อนได้จากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรปรับสูงขึ้น

 

          อย่างไรก็ตาม การไหลเข้ามาในช่วงนี้ไม่น่าห่วงจนทำให้ ธปท.ต้องเข้าไปดูแลอะไรมากและค่าเงินบาทไม่ผันผวนมาก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยช่วงนี้อยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังน้ำท่วมภาคธุรกิจและบริษัทในไทยส่วนใหญ่จึงต้องการใช้เงินตราต่างประทศ เพื่อนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ ขณะที่ภาคส่งออกเองยังไม่ฟื้นตัวทำให้ดุลการค้าขาดดุล

 

          “การมีเงินทุนหรือเงินตราต่างประเทศเข้ามาช่วงนี้ก็ทำให้สมประโยชน์ เห็นได้จากนักลงทุนและธุรกิจไทยเข้าไปซื้อเงินตราต่างประเทศทำให้เกิดความสมดุลของตลาดการเงิน แม้ช่วงนี้จะมีปัญหาเศรษฐกิจในต่างประเทศ รวมถึงปัญหายุโรป” นายประสารกล่าว

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ วันที่ 22 - 24 ก.พ. 2555

 

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ