Loading

ธปท.จ่อหั่นจีดีพี-ลดดบ.

วันที่ : 9 พฤศจิกายน 2554
ธปท.จ่อหั่นจีดีพี-ลดดบ.

แบงก์ชาติเล็งหั่นเป้าจีดีพีปีนี้อีกรอบในการประชุม กนง. 30 พ.ย.นี้ หลังจากมวลน้ำทะลักเข้ากรุงเทพฯ กดภาคท่องเที่ยววูบกว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ความเสียหายต่อกิจกรรมการผลิตพุ่งเกิน 1.5 แสนล้านบาท แย้มดำเนินนโยบายการเงินเอื้อต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

 

นางสุชาดา กิระกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 30 พ.ย. นี้ ที่ประชุม กนง. จะปรับลดตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงใหม่อีกครั้ง จากเดิมที่เคยปรับลดลงมาแล้วรอบหนึ่งในการประชุมเมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยปรับลดลงจาก 4.1% เหลือ 2.6%

 

สาเหตุที่ ธปท. จะเสนอให้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจใหม่นั้น เนื่องจากการประเมินรอบที่ผ่านมาสถานการณ์ด้านอุทกภัยที่เกิดขึ้นยังไม่นิ่ง และเหตุการณ์ยังคงลุกลามขยายออกไปเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะมวลน้ำที่เริ่มเข้ามาในเขตกรุงเทพมหานครชั้นใน รวมถึงพื้นที่บางส่วนในจังหวัดสมุทรสาคร ที่คาดการณ์กันว่าจะได้รับผลกระทบนี้ด้วย

 

นางสุชาดา กล่าวด้วยว่า มวลน้ำที่ขยายวงเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ ถือว่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 4 ซึ่งถือเป็นฤดูกาลแห่งการท่องเที่ยว ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวโดยรวมลดลงไปประมาณ 7-8 แสนคน หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งผลกระทบเหล่านี้ยังไม่ได้รวมเข้าไปในการประชุม กนง. รอบที่ผ่านมา

 

"น้ำที่เริ่มมาในกรุงเทพฯ มันมีผลกระทบแผ่ขยายไปมากขึ้น ที่กระทบมากอีกอันหนึ่ง คือ ภาคบริการ ที่โดนกระทบจากการท่องเที่ยว ซึ่งตอนนี้หลายประเทศได้ประกาศเตือนประชาชนของตัวเอง และยิ่งมีรูปถ่ายที่สนามบินดอนเมืองออกไปยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวไม่สบายใจ เพราะนักท่องเที่ยวมักคิดว่าเป็นสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้ไม่อยากมา ทั้งที่การมาเที่ยวเมืองไทยไม่ได้เที่ยวเฉพาะในกรุงเทพฯ แต่ยังมีภาคอื่นๆ ที่ท่องเที่ยวได้ และผลกระทบจากภาคการท่องเที่ยวนี้ยังต่อเนื่องไปถึงภาคบริการอื่นๆ เช่น ร้านอาหารด้วย" นางสุชาดา กล่าว

 

สำหรับตัวเลขความเสียหายจากกิจกรรมการผลิตที่มีผลต่อจีดีพีนั้น เธอกล่าวว่า เท่าที่ประเมินล่าสุดคงเสียหายไม่น้อยกว่า 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนที่เคยประเมินไว้ที่ 1.1 แสนล้านบาท ส่วนจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2 แสนล้านบาทหรือไม่นั้นยังต้องรอติดตามดูสถานการณ์อีกครั้ง ซึ่งคงจะมีการประเมินกันใหม่ใกล้ๆ วันที่ประชุม กนง.

 

"การตัดสินใจว่าจะปรับลดตัวเลขจีดีพีปีนี้ลงเหลือเท่าไรนั้น คงตัดสินใจในวันที่ 30 พ.ย. เพราะยังต้องรอดูตัวเลขความเสียหายล่าสุด ซึ่งเท่าที่ดูสถานการณ์ตอนนี้มันยังไม่นิ่ง ดังนั้นการสรุปออกไปก็คงไม่เป็นประโยชน์" นางสุชาดา กล่าว

 

แผนบริหารน้ำตัดสินเชื่อมั่น

 

ส่วนผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนนั้น ต้องขึ้นกับแผนการบริหารจัดการน้ำในระยะต่อไปของรัฐบาลว่าจะสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจลงทุนในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งรัฐบาลยังเพิ่มมาตรการภาษีจูงใจให้กับนักลงทุนด้วย โดยการลดภาษีนิติบุคคลลง

 

"ประเทศที่มีการลงทุนโดยตรงในไทยมากที่สุดคือญี่ปุ่น โดยมีสัดส่วน 31.4% ของวงเงินลงทุนคงค้างที่ 1.41 แสนล้านดอลลาร์ รองลงมาได้แก่ สิงคโปร์มีสัดส่วน 12.7% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงไม่น่าจะหนีเราไปง่ายๆ" นางสุชาดา กล่าว

 

สำหรับแนวโน้มปีหน้า เศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้กว่า 4% เพราะถ้า ธปท.ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ลงอีก เท่ากับว่าฐานจะต่ำลง ขณะที่ปีหน้าจะมีเรื่องซ่อมแซมการฟื้นฟูเข้ามาช่วย ทำให้การบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น แต่จะบริโภคสินค้าจำเป็น และลดบริโภคส่วนอื่นๆ ลง

 

แย้ม กนง. หั่นดอกเบี้ยเอื้อฟื้นฟู

 

ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น ขึ้นอยู่กับการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจในรอบถัดไป โดย กนง.จะดูผลกระทบจากอุทกภัยว่ารุนแรงมากน้อยแค่ไหน หากประเมินว่าเศรษฐกิจเสียหายมาก ก็เป็นหน้าที่ กนง. ที่จะพิจารณา หาก กนง. มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจแย่ลงกว่าเดิม ก็อาจตัดสินใจทำนโยบายการเงินที่เอื้อต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้

 

"กนง.หนที่แล้วก็รู้แล้วว่ามันรุนแรง ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ผ่านมา 9 ครั้ง และการตัดสินใจทรงในครั้งล่าสุดได้เอาผลกระทบเหล่านี้มาคิดแล้ว เมื่อดอกเบี้ยเริ่มคง ทิศทางต่อไปมันก็อาจจะคงหรือลงก็ได้ ซึ่งเขาคงไม่คงดอกเบี้ยหนึ่งครั้งแล้วไปขึ้นอีก แบบนี้มันก็ไม่ใช่ อันนี้เหมือนเป็นสัญญาณที่ตลาดเขารับรู้ดี และน่าจะเป็นเรื่องที่แบงก์ชาติสามารถช่วยเหลือได้ตรงจุดที่สุด คือ การทำนโยบายการเงินที่เอื้อต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ"

 

การประชุม กนง. เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการ กนง. มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5% ด้วยคะแนน 6 ต่อ 1 ซึ่ง 1 เสียงเห็นว่าควรลดดอกเบี้ย

 

ทิสโก้คาดปีนี้จีดีพีโต2%

 

ด้านสำนักวิจัย บล.ทิสโก้ ประเมินว่าปัญหาน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และลดเป้าจีดีพีเหลือเติบโต 2.0-2.9% เพราะเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ถือเป็นอุทกภัยขั้นรุนแรง โดยมีจังหวัดที่น้ำเข้าท่วมแล้ว 31 จังหวัด นอกจากพื้นที่เกษตรที่ได้รับผลเสียหาย น้ำยังได้เข้าท่วมเขตนิคมอุตสาหกรรมที่สำคัญหลายแห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี ที่คิดเป็นสัดส่วน 17.2% ของอุตสาหกรรมการผลิตในไทย และมูลค่าเสียหายเบื้องต้นคาดว่าน่าจะอยู่ที่ระดับ 7 หมื่น ถึง 1 แสนล้านบาท หรือ 1-2% ของจีดีพี บนสมมติฐานสถานการณ์น่าจะคลี่คลายในอีกช่วง 2 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตามหากไม่เป็นไปตามคาดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอาจมีตัวเลขสูงกว่านี้ 

 

หอการค้าชี้ตกงานแล้ว7แสนราย

 

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันว่าจนถึงสิ้นปีนี้ความเสียหายจะอยู่ที่ 3-4 แสนล้านบาท และเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัวไปจนถึงกลางไตรมาสที่ 1 ปี 2555  หลังจากนี้ต้องดูความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับนิคมอุตสาหกรรมในที่ต่างๆ ซึ่งอยู่ในทางน้ำไหลผ่าน เพื่อประเมินความเสียหายอีกครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามสถานการณ์ในขณะนี้มีประชาชนที่ว่างงานแล้ว 3-4 แสนคน โดยหากรวมตัวเลขการว่างงานแฝงจนถึงสิ้นปีจะอยู่ที่ประมาณ 6-7 แสนคน เนื่องจากมีลูกจ้างรายวันจำนวนมากที่จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากขาดรายได้ในช่วงน้ำท่วม ผลกระทบที่เกิดขึ้นในส่วนนี้จะทำให้รายได้ของประชาชนลดลง

 

ทั้งนี้จากผลการสำรวจเกี่ยวกับผลกระทบของประชาชนเกี่ยวกับน้ำท่วมพบว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มหดตัว โดยประชาชน 31.5% มีแนวโน้มที่จะลดการใช้จ่ายลงในช่วงเดือนธ.ค. 2554 -ม.ค. 2555 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ 46.1% จะใช้จ่ายเท่าเดิม และประชาชน 22.5% จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจะมาจากการเดินทางกลับต่างจังหวัดและราคาสินค้าที่แพงขึ้น

 

กู้นอกระบบเพื่อยังชีพ

 

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลการสำรวจเกี่ยวกับความสามารถในการแบกรับภาระในกรณีที่ไม่มีรายได้หรืองานทำในช่วงน้ำท่วมโดยเฉลี่ยผู้ที่ได้รับผลกระทบจะมีเงินเพียงพอที่จะสำรองใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีงานทำหรือขาดรายได้ประมาณ 2 เดือนเท่านั้น ส่วนใหญ่ 34.8% ระบุว่าจะกู้ยืมเงินมาใช้ ซึ่งมีความเสี่ยงที่ประชาชนที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อจะหันไปกู้เงินนอกระบบ มหาวิทยาลัยจึงอยากให้รัฐบาลเร่งสำรวจผู้ที่มีรายได้น้อยและได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมให้ทราบจำนวนที่แน่นอนโดยเร็วที่สุด และช่วยเหลือในรูปแบบของไมโครไฟแนนซ์ เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถฟื้นตัวได้เร็วที่สุด

 

"กลไกที่รัฐบาลจะเข้าไปดูแลได้รวดเร็วที่สุดคือผ่านกองทุนหมู่บ้าน ธนาคารหมู่บ้าน และผลักดันให้เกิดระบบสหกรณ์เพื่อเป็นกลไกในการฟื้นฟูคนกลุ่มนี้ในระยะยาว" นางเสาวณีย์ กล่าว

 

สำหรับพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลลอยกระทงปีนี้คาดว่ามูลค่าการใช้จ่ายรวมจะอยู่ที่ประมาณ 8.1 พันล้านบาท ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ที่ 1.07 หมื่นล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าในปี 2553 ที่มีการใช้จ่ายในเทศกาลนี้กว่า 9.7 พันล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมทำให้ประชาชนชะลอการใช้จ่าย

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ