Loading

แบงก์ชาติ หั่นจีดีพี ปี 54 เหลือ 2.6% จากเดิม 4.1

วันที่ : 28 ตุลาคม 2554
แบงก์ชาติ หั่นจีดีพี ปี 54 เหลือ 2.6% จากเดิม 4.1%

 

คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)เปิดเผยรายแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับเดือน ต.ค.54 ว่า จากการพิจารณาปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านา ในส่วนของปัญหาอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สร้างความเสียหายต่อ 6 นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ประกอบกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จึงประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2554 นี้จะขยายตัวลดลงเหลือ 2.6% จากประมาณการเดิมที่ 4.1% และคาดว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 4/54 จะหดตัว 1.9% จากไตรมาส 3/54 แต่หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนยังขยายตัวได้ 0.8%

 

อย่างไรก็ตาม กนง. ก็คาดว่า ในปี 2555 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในอัตรา 4.1% ลดลงเล็กน้อยจากประมาณการเดิม ภายหลังสถานการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมคลี่คลายลง ตลอดจนผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

 

กนง. มองถึงปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไทย มาจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ได้แก่ ผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วม ที่สร้างความเสียหายในกับภาคการผลิตในภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิคส์ รวมถึงการท่องเที่ยวที่จะเห็นผลชัดเจนต่อเศรษฐกิจในไตรมาส 4/54 และอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูมากกว่าที่ประเมินไว้

 

ปัจจัยเสี่ยงประการที่ 2 คือเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยอาจขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จากปัญหาหนี้สาธารณะยุโรปและการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ปัจจัยเสี่ยงประการต่อมา คือ ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศที่เกิดจากความไม่สมดุลของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ที่อาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจและความผันผวนในตลาดการเงินโลก และปัจจัยเสี่ยงที่ 4 มาจาการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงกว่าที่ประเมินไว้

 

ส่วนแนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาส 3/54 ที่เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนมาอยู่ที่ 4.1% มาจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน และราคาในหมวดพลังงานที่เร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากการลดการอุดหนุนค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูงตามราคาในตลาดโลก แม้ราคาในครึ่งหลังของไตรมาสจะปรับลดลง จากนโยบายงดเว้นการเก็บเงินเข้ากองทุน้ำมันและราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง ขณะที่ราคาหมวดอาหารสด เพิ่มขึ้นในอัตราชะลอลงจากไตรมาสก่อน ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยอยู่ที่ 2.8%

 

อย่างไรก็ตามดี กนง.ประเมินว่าแรงกดดันด้านต้นทุนและการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะข้างหน้ายังมีต่อเนื่อง ประกอบกับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมทำให้ราคาอาหารสดมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ทั้งจากผลผลิตที่เสียหายและต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น แม้แรงกดดันด้านอุปสงค์จะลดลงจากผลของการปรับลดเงินสมทบเข้ากองทุนน้ำมันที่มีผลตั้งแต่ 27 ส.ค.54 และการต่ออายุมาตรการช่วยค่าครองชีพ

 

กนง.มองความเสี่ยงสำคัญต่ออัตราเงินเฟ้อ ว่ายังจะมาจาก ผลของนโยบายภาครัฐ ทั้งจากการปรับค่าแรงงานอย่างก้าวกระโดด การปรับขึ้นของราคาข้าวเปลือกในประเทศจากนโยบายรับจำนำข้าว รวมถึงการทยอยเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ที่ส่งผลต่อการปรับเพิ่มขึ้นของแรงกดดันด้านต้นทุน การใช้จ่ายในประเทศที่เร่งขึ้น การเพิ่มขึ้นของการคาดการณ์เงินเฟ้อ

 

นอกจากนั้นก็มี ปัจจัยมาจากราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงในตลาดโลกอาจเร่งตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ หากอุปทานลดลงกว่าที่คาดจากปัญหาภัยธรรมชาติและอุปสงค์ที่เร่งตัวขึ้นกรณีเศรษฐกิจโลกขยายตัวสู่ระดับปกติ  และการส่งผ่านต้นทุนการผลิตในประเทศที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้าที่อาจมีน้อยกว่าที่คาด หากเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้

 

จากการประเมินแรงกดดันและความเสี่ยงต่ออัตราเงินเฟ้อ กนง.จึงประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 54 อยู่ที่ 3.8%  และปี 55 อยู่ที่ 3.5% ลดลงเล็กน้อยในปี 54 ขณะที่เร่งตัวขึ้นในปี 55 เทียบกับประมาณการเดิม ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานปี 54 อยู่ที่ 2.4 %เท่าประมาณการเดิม และปี 55 อยู่ที่ 2.5% สูงกว่าประมาณการเพิ่ม เนื่องจากแรงกดดันจากอุปสงค์ยังคงมีอยู่และนโยบายต่างๆของรัฐบาลที่เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะถัดไป ทั้งการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ มาตรการรับจำนำข้าว การทยอยเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล

 

ที่มา: สปริงนิวส์

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ