Loading

ธอส.อัด2หมื่นล้าน บ้าน 0% 3 ป

วันที่ : 5 ตุลาคม 2554
ธอส.อัด2หมื่นล้าน บ้าน 0% 3 ปี

นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  เมื่อวานนี้ (4 ต.ค.) ที่ประชุมเห็นชอบโครงการบ้านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่อยู่อาศัยหลังแรกรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่ไม่เคยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองให้สามารถซื้อบ้านได้  โดย ธอส. ได้ตั้งวงเงินโครงการไว้ 20,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 3 ปี  ผู้กู้สามารถติดต่อยื่นคำขอกู้เงินได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้า จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2555

ทั้งนี้ คุณสมบัติผู้กู้ต้องเป็นบุคคลที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยแห่งแรก เป็นของตนเอง  ผู้กู้ต้องย้ายชื่อเข้าเป็น "เจ้าบ้าน" และอาศัยจริงในที่อยู่อาศัยที่ขอกู้ตามโครงการนี้  ไม่มีชื่อเป็นหรือเคยเป็น "เจ้าของบ้าน" ในทะเบียนบ้านที่นำมาแสดงเป็นหลักฐานการกู้กับ ธอส. แต่ต้องมีชื่อเป็นผู้อาศัยในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 3 ปี

การกู้เงินครั้งนี้ต้องกู้ไปเพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด  หรือเพื่อซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างอาคาร หมายถึงบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์เพื่อที่อยู่อาศัย โดย ธอส.จะให้รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ไม่เกิน 100% ของราคาประเมินที่ดินพร้อมอาคาร  อาคารหรือห้องชุดแต่ไม่เกิน 100% ของราคาซื้อขายหรือราคาก่อสร้าง แต่ไม่เกินเกณฑ์หลักประกันตามระเบียบของธอส.ให้กู้ได้ไม่เกิน 30 ปี 

หลังจาก 3 ปี แล้วในปีที่ 4-7 กรณีสวัสดิการเท่ากับดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ ลบ 0.50% ต่อปี กรณีรายย่อยเท่ากับเอ็มอาร์อาร์ ส่วนปีที่ 8 เป็นต้นไป กรณีสวัสดิการเท่ากับ เอ็มอาร์อาร์ลบ 1% ต่อปี กรณีรายย่อยเท่ากับเอ็มอาร์อาร์ลบ 0.50% ต่อปี ปัจจุบันเอ็มอาร์อาร์ของ ธอส. เท่ากับ 7.25%

นอกจากนี้ ยังกำหนดเงื่อนไขกรณีผู้กู้ชำระหนี้ หรือไถ่ถอนจำนองภายในเวลา 7 ปี นับจากวันทำสัญญาเงินกู้ หรือตรวจสอบพบว่าหลักประกันที่ขอกู้ ตามโครงการไม่ใช่ที่อยู่อาศัยแห่งแรกของผู้กู้ ธอส.จะปรับเงินกู้ใน 3 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยตามประกาศ ธอส. ย้อนหลังนับตั้งแต่วันทำสัญญา

ขอรัฐชดเชยดอกเบี้ย2.4พันล้าน

ทั้งนี้ ธอส.ประเมินว่าการดำเนินโครงการดังกล่าว จะส่งผลการเงินต่อผลการดำเนินงานของ ธอส. เนื่องจาก ธอส.มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และขาดรายรับดอกเบี้ย ที่พึงได้ตามธุรกรรมปกติของธนาคาร จึงจะขอชดเชยจากรัฐบาล ในส่วนของเบี้ยจ่ายของต้นทุนเงินในการปล่อยสินเชื่อวงเงิน 20,000 ล้านบาท ซึ่งมีต้นทุนอยู่ที่ 4% ต่อปี ด้วยการลดจำนวนเงินรายได้นำส่งกระทรวงการคลังตั้งแต่ปี 2554-2557 รวม 2,400 ล้านบาท  เท่ากับว่ารัฐบาลจะต้องชดเชยภาระดอกเบี้ยให้ ธอส. ปีละ 800 ล้านบาท

ขณะที่ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า "เหตุที่เรากำหนดให้บ้านมือสองต้องซื้อเฉพาะโครงการของ ธอส. เพราะว่าต้องการกระตุ้นให้ทรัพย์รอการขายของ ธอส. โดยทรัพย์รอการขายของธอส.ขณะนี้มีให้เลือกถึงหมื่นยูนิต ราคาไม่ถึงล้านบาท ส่วนที่กำหนดราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท เพราะ ครม.มองว่า บ้านราคาไม่เกินล้านบาท ยังมีอยู่อีกมาก" 

เขากล่าวว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการเสริม จากโครงการลดหย่อนภาษี สำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก  ทำให้ผู้มีรายได้น้อยได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่ รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการนี้มาเพิ่มเติม ส่วนผู้ที่ต้องการใช้สิทธิต้องเลือกสิทธิใดสิทธิหนึ่งเท่านั้น

"เดิมมาตรการบ้านหลังแรก ที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษี เราจะให้สำหรับผู้ที่ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ผู้ซื้อต้องมีรายได้ 5-8 หมื่นบาทต่อเดือน ถึงจะได้รับสิทธิเต็มที่ กรณีนี้จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกระดับ แต่เราต้องการจะกระตุ้นอีกระดับ คือ ระดับล่าง เพราะว่าคนเหล่านี้ไม่ได้สิทธิภาษี แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นบ้านหลังแรกจริง ถ้าไม่ใช่ จะโดนปรับ" เขา กล่าว

ชี้เจาะตรงกลุ่มตลาดล่าง

ด้าน นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า รัฐบาลประกาศมาตรการชัดเจนออกมาเช่นนี้ น่าจะส่งผลดีต่อตลาดทำให้ภาวะชะลอตัว เพื่อรอดูมาตรการจบลงเสียที  คาดว่าไตรมาส 4 การขายโครงการที่อยู่อาศัย จะได้เดินหน้าต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ประชาชนต่างเฝ้ารอว่า มาตรการส่งเสริมของภาครัฐจะออกมาอย่างไร เมื่อประกาศความชัดเจนแล้ว ก็จะได้หยุดความคาดหวังของผู้ซื้อไปได้ระดับหนึ่ง ทั้งนี้รัฐบาลไม่ควรออกมาตรการต่อเนื่อง มาเป็นระยะๆ เพราะว่าจะทำให้ตลาดชะลอตัวอีก

ส่วนระดับราคาวงเงินบ้านไม่เกิน 1 ล้านบาท นายอิสระ กล่าวว่า ถ้ามองเป็นการช่วยผู้มีรายได้น้อยซื้อบ้านหลังแรก ถือว่าออกมาตรงกลุ่มพอสมควร  คงครอบคลุมบ้านและที่อยู่อาศัยประเภทต่างๆ เฉพาะในทำเลปริมณฑลโดยรอบกรุงเทพฯ และทำเลต่างจังหวัดเป็นหลัก ส่วนทำเลในเมืองหรือกรุงเทพฯ ชั้นในคงยาก เพราะว่าระดับราคาบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ราคาเกินล้านบาท

"มาตรการรอบนี้ถือว่าตรงกลุ่ม ช่วยผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ซื้อบ้าน" นายอิสระ ย้ำและว่าด้วยภาวะที่ตลาดอั้นมานาน และมาตรการมีออกมาชัดเจน เชื่อว่าการขายอสังหาฯ ปลายปีนี้น่าจะคึกคักขึ้น

บ้านหลังแรกต่ำกว่าล้าน มี 18%

หากย้อนกลับไปเทียบสถิติผู้ยื่นขอสินเชื่อบ้านหลังแรก จากโครงการบ้านหลังแรกที่ออกมาครั้งที่แล้ว ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่จัดสินเชื่อบ้าน 0% คงที่ 2 ปี ซึ่งปิดโครงการไปแล้วด้วยวงเงิน  2.5 หมื่นล้านบาท นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ยืนยันว่า ข้อมูลที่พบจากการขอสินเชื่อโครงการบ้านหลังแรกกับ ธอส. พบว่ามียอดทำสัญญาจดจำนองตามโครงการไปแล้ว 1.5 หมื่นล้านบาท เหลือยอดอีกหมื่นล้านบาทที่ลูกค้ายื่นขอสินเชื่อไว้แล้ว ได้รับอนุมัติแล้วแต่ยังไม่ทำสัญญา ลูกค้ากลุ่มนี้ อาจกลับมายื่นขอสินเชื่อบ้านหลังแรกล็อตใหม่แทนก็เป็นได้

ขณะเดียวกัน หากย้อนไปดูจากสถิติลูกค้าที่ซื้อบ้านหลังแรก ช่วงมาตรการดังกล่าวจนกระทั่งถึงครึ่งปีแรก 2554 พบว่า สัดส่วนบ้านที่มีราคาต่ำกว่าล้านบาทมีอยู่ 18-20% ตลาดส่วนใหญ่ของกลุ่มบ้านหลังแรก ที่ยื่นขอสินเชื่ออยู่ที่ระดับราคาเกิน 1 ล้านบาทขึ้นไป ถึง 3 ล้านบาท หากมองที่จำนวนบ้านราคาต่ำกว่าล้านบาทปี 2550 มีจำนวน 14,611 ยูนิต เป็นสัดส่วน 20% ในปี 2551 มีจำนวน 11,521 เป็นสัดส่วน 18% ปี 2552 มีจำนวน 10,741 ยูนิต เป็นสัดส่วน 18% ปี 2553 มีจำนวน 10,209 ยูนิต เป็นสัดส่วน 18% และครึ่งแรกปี 2554 มีจำนวน 9,843 ยูนิต เป็นสัดส่วน 18% เช่นเดียวกัน

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ