Loading

เคแบงก์-6ค่ายอสังหานำร่องใช้ เอสโครว์แอ็กเคานต

วันที่ : 25 กันยายน 2554
เคแบงก์-6ค่ายอสังหานำร่องใช้ เอสโครว์แอ็กเคานต์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 27 กันยายนนี้ ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จัดพิธีลงนามเอ็มโอยูโครงการนำร่องการประกอบกิจการดูแลผลประโยชน์ ภายใต้ พ.ร.บ.การดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญาหรือเอสโครว์แอ็กเคานต์ ระหว่างธนาคารกสิกรไทย กับบริษัทพัฒนาที่ดิน 6 รายคือ บริษัท กานดา เดคคอร์ จำกัด, บริษัท เฉลิมนคร จำกัด, บริษัท ซื่อตรงกรุ๊ป จำกัด, บริษัท ธารารมณ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ธนาสิริกรุ๊ป จำกัด และบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)

 

นายอธิป พีชานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ศุภาลัยร่วมเป็น 1 ใน 6 บริษัทภายใต้โครงการนำร่อง เหตุผลหลักเพราะเป็นกฎหมายที่ดีและเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคโดยตรง

 

อย่างไรก็ตาม พบว่าแม้กฎหมายจะมีการบังคับใช้แล้ว แต่เนื่องจากยังเป็นภาคสมัครใจ ทำให้มีผู้ประกอบการในฐานะ "ผู้ขาย" และผู้บริโภคในฐานะ "ผู้ซื้อ" ใช้เอสโครว์น้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย ดังนั้นเพื่อร่วมรณรงค์ให้ผู้บริโภคตื่นตัว จึงเข้าร่วมในโครงการนำร่องดังกล่าว

 

นายรุ่งรัตน์ ลิ่มทองแท่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซื่อตรงกรุ๊ป จำกัด ผู้พัฒนาโครงการแบรนด์ "บ้านซื่อตรง" กล่าวว่า บริษัทตัดสินใจเข้าร่วมเอสโครว์ฯ ในครั้งนี้ มองว่าจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคโดยตรง เพราะ เมื่อวางเงินดาวน์แล้วจะถูกนำไปฝากไว้กับสถาบันการเงินคือแบงก์กสิกรไทยที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลเงินฝากในระหว่างก่อสร้างบ้าน ดังนั้น ผู้บริโภคจึงมั่นใจว่าเงินดาวน์ก้อนนี้จะไม่ถูกนำไปใช้จนกว่าบ้านจะมีการส่งมอบหรือโอน

 

ที่ผ่านมา กฎหมายเอสโครว์ฯไม่เป็นที่นิยม เพราะผู้ประกอบการยังใช้วิธีบริหารกระแสเงินสดโดยการนำเงินดาวน์มาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนพัฒนาโครงการ ประเด็นนี้นายรุ่งรัตน์กล่าวว่า สำหรับซื่อตรงกรุ๊ปไม่มีผลกระทบเพราะสร้างบ้านก่อนขาย 90% โดยใช้เงินทุนหมุนเวียนของบริษัทเอง

 

"ทุกวันนี้ผมมีกระแสเงินสดหมุน เวียนเดือนละ 50 ล้านบาท เพียงพอรองรับในการลงทุนบ้านสร้างเสร็จ พร้อมขายเฟสละ 70 หลัง" นายรุ่งรัตน์กล่าว

 

นายสุนทร สถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฉลิมนคร จำกัด ผู้พัฒนาโครงการแบรนด์ "บ้านสถาพร" เปิดเผยว่า การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่อไปนี้จะต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนมากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถนำเงินดาวน์มาใช้หมุนเวียนในระหว่างก่อสร้างได้ ดังนั้นผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายกลางและรายย่อย อาจจะต้องขอวงเงินกู้สินเชื่อโครงการหรือพรีไฟแนนซ์เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอีก 5-10%

 

ที่มา : มติชนออนไลน์

 

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ