Loading

แบงก์พาณิชย์แกร่งQ2 สินเชื่อโต 15.1%/NPL 1.6

วันที่ : 17 สิงหาคม 2554
แบงก์พาณิชย์แกร่งQ2 สินเชื่อโต 15.1%/NPL 1.6%

นางสาวนวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในไตรมาส 2/54มีเสถียรภาพ โดยสินเชื่อขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน 15.1% และเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 13.4% จากการขยายตัวของสินเชื่อภาคธุรกิจ 14.9% เพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัวในไตรมาสก่อน 12.2%ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งเพื่อรองรับการเพิ่มการผลิตของภาคอุตสาหกรรมที่สามารถกลับมาดำเนินการหลังจากประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในช่วงภัยพิบัติที่ญี่ปุ่น

 

ทั้งนี้ การขยายตัวของสินเชื่อเพิ่มขึ้น ทั้งสินเชื่อที่ให้แก่ผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ 17.9%และ 12.2%ตามลำดับ โดยสินเชื่อที่ขยาย มากที่สุดในภาคอุตสาหกรรมการผลิต การ พาณิชย์ และสาธารณูปโภค ขณะที่สินเชื่อที่ให้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างชะลอตัวลง เนื่องจากมาตรการรัฐที่กระตุ้นอสังหาฯ สิ้นสุดลง ด้านสินเชื่อ อุปโภคบริโภคขยายตัว 15.7% จากระยะเดียวกันปีก่อน

 

ด้านสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL มียอดคงค้างลดลงเหลือ 2.847 แสนล้านบาท จากการโอนหนี้ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์และการรับชำระคืนเป็นสำคัญ ทำให้สัดส่วนต่อสินเชื่อรวมลดลง โดย Net NPL เหลืออยู่ที่ 1.6% สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 2 ของธนาคารพาณิชย์ มีกำไรสุทธิที่ 4.53 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1.15 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิตามการขยายตัวของสินเชื่อ ส่งผลให้อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย หรือ NIM เพิ่มขึ้นจาก 2.4% เป็น 2.6% ขณะที่อัตราผลตอบแทน สินทรัพย์เฉลี่ย หรือ ROA เพิ่มขึ้นเป็น 1.5% จากเดิมที่ 1.1% ด้านเงินกองทุนเพิ่มขึ้น โดยอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์ เสี่ยง หรือ BIS Ratio อยู่ที่ 15.4% และ 12.0% ตามลำดับในส่วนของเงินกองทุนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ซึ่งลดลง เนื่องจากความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการปล่อยสินเชื่อ แต่ทั้งนี้ยังถือว่าอยู่ในระดับสูงและเพียงพอต่อการขยายสินเชื่อในระยะต่อไป

 

นางสาวนวพร กล่าวว่า แม้สถานการณ์เศรษฐกิจในต่างประเทศขณะนี้มีความผันผวนสูง แต่ระบบธนาคารพาณิชย์ ไทยขณะนี้มีความแข็งแกร่งอย่างมาก ซึ่งโดยส่วนใหญ่การลงทุนและการบริหาร สินทรัพย์ยังคงอยู่ในภายในประเทศ โดยสัดส่วนของการไปลงทุนในต่างประเทศของระบบธนาคารพาณิชย์ คิดเป็นเพียง 1% ของสินทรัพย์รวมของทั้งระบบ และเงินให้สินเชื่อในต่างประเทศคิดเป็นเพียง 2% ของสินทรัพย์รวมทั้งระบบ ดังนั้น จากตัวเลขดังกล่าวจึงเห็นได้ว่าการลงทุนที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ขณะที่ในส่วนของผลกระทบทางอ้อมด้านลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับการส่งออกและนำเข้า อาจต้องติดตามผลกระทบ เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลากว่าผลกระทบจะส่งถึงในเชิงการค้าการลงทุน

 

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่าผลกระทบของเศรษฐกิจโลกและแนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศต่างๆ จะสามารถรับมือได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งนั่นอาจสะท้อนถึงผลกระทบต่อลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้คุณภาพของลูกค้าในส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยยังมีการขยายตัว การจ้างงานยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งทำให้ความสามารถในการชำระหนี้เกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง อีกทั้งเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์ จะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงของลูกหนี้ได้

 

ผอ.อาวุโสฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธปท.กล่าวด้วยว่า ธปท.ไม่มีความกังวลต่อสถานการณ์การโยกย้ายเงินฝาก หลังจากที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากได้มีผลบังคับใช้ลดวงเงินในการคุ้มครองเงินฝากเหลือ 50 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. เป็นต้นมา โดยที่ผ่านมาได้กำชับให้ธนาคาร พาณิชย์ดูแลสภาพคล่องให้มีความเหมาะสม และได้ติดตามประเมินผลการเคลื่อนย้ายของเงินฝากอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้ร่วมมือกับกระทรวงการคลัง เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน และจากการติดตามขณะนี้ยังไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด แม้ยอมรับว่าสัดส่วนของการย้ายเงินฝากไปสู่การลงทุนในตั๋ว B/E จะเพิ่มสูงขึ้น เมื่อสิ้นไตรมาส 2/54 อยู่ที่ 10.9% จากไตรมาสแรกที่อยู่ 9% ซึ่งถือว่าขยายตัวเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 14% ขณะที่ในส่วนของการแข่งขันระดมเงินฝาก เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีกลยุทธ์ในการรักษาฐานลูกค้าและระดมเงินฝากที่แตกต่างกัน

 

ที่มา: http://www.siamturakij.com

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ