Loading

สินเชื่อบ้าน 0% ศึกระยะสั้นสั่นตลาดการเงิ

วันที่ : 15 พฤษภาคม 2554
สินเชื่อบ้าน 0% ศึกระยะสั้นสั่นตลาดการเงิน

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่3 พฤษภาคม2554 ที่เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์  (ธอส.) ดำเนิน "โครงการบ้านหลังแรก" ส่งเสริมประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้มีบ้านเป็นของตนเองด้วยนโยบายดูดใจมหาชนว่าจะจัดสรรเงินก้อนโต50,000 ล้านบาท แต่เอาก้อนแรกไปก่อน25,000 ล้านบาทมาให้กู้ไม่เกินคนละ 3 ล้านบาท ยาวนาน 30 ปี ปลอดดอกเบี้ย 2 ปีแรก หรือ 0%พร้อมลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองรวมแล้วอีก 3%โดยดีเดย์ให้ยื่นคำขอกู้เงินตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2554 และ ต้องทำนิติกรรมให้เสร็จสิ้นภายในวันที่30 เมษายน 2555 นั้น

มาตรการดังกล่าวยังผลให้ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยกลับมาคึกคัก  โดยเฉพาะก่อนหน้าธนาคารพาณิชย์ที่ประกาศไม่สู้กลับต้องปรับแผนและกลยุทธ์การตลาดอย่างฉุกละหุก เห็นได้จากหลายธนาคารพาณิชย์ที่ปรับแคมเปญสู้ธอส.ในช่วงเวลาสั้นๆ ภายในงาน "มันนี่เอ็กซ์โป" ระหว่างวันที่ 12-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา (ดูตารางประกอบ) นอกจากปรับกลยุทธ์ร่วมกับโครงการพันธมิตรโดยให้สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าโครงการโดยไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มลูกค้าที่ซื้อบ้านหลังแรกเท่านั้น

โดยนายชาติชาย  พยุหนาวีชัย  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันกสิกรไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดสินเชื่อบ้าน9%คิดเป็นอัตราการปล่อยสินเชื่อเฉลี่ยประมาณ12,000 ล้านบาทต่อไตรมาส ซึ่งภายหลังจากธอส.เปิดตัวโครงการบ้านหลังแรกอัตราดอกเบี้ย 0% ระยะเวลา 2 ปี ทำให้ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีการปรับกลยุทธ์โดยการหารายใหม่ที่ระดับราคาสูงกว่า3 ล้านบาทขึ้นไปรวมถึงขยายตลาดไปยังตลาดรีไฟแนนซ์มากขึ้น

นายทินกร  บุญยะกลิน  ผู้อำนวยการฝ่าย อาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อยธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่าปัจจุบันธนาคารกรุงไทยมีกลุ่มเป้าหมายหลายระดับนอกจากสินเชื่อทั่วไปแล้วยังมีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษร่วมกับพันธมิตรโครงการหลายโครงการซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขแตกต่างกันซึ่งตลอดอายุสัญญาอัตราดอกเบี้ยจะใกล้เคียงกับสินเชื่อโครงการบ้านหลังแรก  แต่ในเชิงการค้านั้นธนาคารต้องดูภาระต้นทุนเป็นหลักถ้าทำแล้วขาดทุนก็ไม่ทำ      "เดี๋ยวนี้ลูกค้า 1รายเขายื่นกู้หลายแบงก์อยู่แล้วแต่บ้านหลังแรกฐานลูกค้ายังคงเป็นผู้มีรายได้ใหม่อย่างน้อย 40,000 บาทต่อเดือนสำหรับบ้านราคา 3 ล้านบาทแต่แบงก์กรุงไทยเองก็มีบางส่วนที่ร่วมกับโปรเจ็กต์ไฟแนนซ์หลายโปรเจ็กต์ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษอยู่เช่นกันจึงแข่งกันคนละตลาดอย่างตอนนี้พอร์ตสินเชื่อมี 1.75 แสนล้านบาทส่วนใหญ่เป็นบ้านหลังที่ 2"

ไตรมาส2 สินเชื่อบ้านคึก

บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุถึงแนวโน้มธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัยในไตรมาส 2 ของปีนี้คงจะกลับมาเติบโตได้ดี จากที่มีปัจจัย"โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ต้องการซื้อบ้านหลังแรก"สนับสนุนการขยายตัวที่สำคัญแม้คาดว่าผลกระทบจะแค่ระยะสั้นก็ตามแต่ได้ส่งผลต่อการตัดสินใจให้ผู้บริโภคที่กำลังจะโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยบางรายเปลี่ยนสถาบันการเงินเนื่องจากเงื่อนไขการให้กู้สำหรับที่อยู่อาศัยระดับราคาสูงสุด3ล้านบาทนั้นคาบเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายของธนาคารพาณิชย์

โดยคาดว่าภาพรวมยอดคงค้างสินเชื่อที่อยู่อาศัยในไตรมาส 2 ปีนี้น่าจะมีประมาณ1,966,922 ล้านบาท ขยายตัว8.4%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ดี แม้ว่าอัตราการเติบโตจะใกล้เคียงกับในไตรมาสแรกแต่ในด้านของวงเงินที่ปล่อยใหม่ในไตรมาส 2คาดว่าจะมีมูลค่าสูงกว่าที่ปล่อยไปในไตรมาสแรกเนื่องจากมาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัย น่าจะส่งผลให้ผู้บริโภคมีการเร่งตัดสินใจโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยเร็วขึ้นประกอบกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันที่ยังคงมีอุปทานคงค้างเหลือขายสะสมอยู่ในตลาดทำให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องเร่งทำแคมเปญกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภคซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยหนุนต่อตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยเช่นกัน

อย่างไรก็ดีแม้ว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วงไตรมาส 2 จะได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการดังกล่าว แต่สำหรับแนวโน้มสินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วงที่เหลือของปี2554 นั้นศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สถาบันการเงินอาจจะเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเร่งตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยดังเช่นที่ผ่านมาดังนั้นในช่วงครึ่งปีหลังจึงเป็นช่วงที่สำคัญสำหรับสถาบันการเงินในการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อกระตุ้นตลาดที่อยู่อาศัยท่ามกลางภาวะตลาดปัจจุบันที่เผชิญกับความท้าทายจากกำลังซื้อของผู้บริโภคซึ่งถูกกระทบโดยราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และดอกเบี้ย ทำให้อาจเป็นไปได้ว่าสถาบันการเงินจะยังคงต้องใช้กลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยในการจูงใจผู้ซื้อที่อยู่อาศัยให้มาใช้บริการของตนก่อนคู่แข่งรายอื่นๆ

Q1โตแสนล้านบาท

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)รายงานตัวเลขยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อในไตรมาสแรกสิ้นเดือนมีนาคม 2554  (ปรับปรุง ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2554)พบว่ายอดสินเชื่อคงค้างเกี่ยวกับการซื้อที่ดินและการจัดหาที่อยู่อาศัยมีจำนวน 1,156,405ล้านบาทเพิ่มขึ้น 10%มูลค่า 105,052 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่1,051,353ล้านบาทโดยแบ่งเป็นยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อในการจัดหาที่อยู่อาศัยจำนวน 1,080,467 ล้านบาทการซื้อที่ดิน จำนวน 37,227 ล้านบาท  การซื้อที่ดินเปล่าจำนวน  3,241 ล้านบาท การซื้อที่ดินเปล่าเพื่อสร้างบ้านจำนวน 30,338ล้านบาทการซื้อที่ดินเปล่าเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่นๆจำนวน3,648ล้านบาทและการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการอื่นๆ จำนวน1,484ล้านบาท

 ด้านศูนย์วิเคราะห์ความเสี่ยงมหภาคธนาคารทหารไทยระบุว่ากลุ่มเป้าหมายของการปล่อยกู้ในครั้งนี้ เป็นตลาดหลักของลูกค้าสินเชื่อบ้านของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีลูกค้าขอกู้ซื้อบ้านราคาไม่เกิน3ล้านบาทอยู่เกือบครึ่งของพอร์ตสินเชื่อบ้านและเป็นลูกค้าที่ดีโดยมีสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมของสินเชื่อบ้านไม่เกิน3 ล้านบาทอยู่ที่ประมาณ0.5%ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวมที่0.54%ขณะที่ผู้กู้สามารถประหยัดเงินได้ประมาณ20% เมื่อเทียบกับสินเชื่อปกติของธนาคารพาณิชย์หากโครงการนี้ได้รับความนิยมมากรัฐบาลก็อาจเพิ่มวงเงินอีก 25,000 ล้านบาท นั่นหมายถึง สัดส่วนตลาดสินเชื่อบ้านของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะกระโดดจาก 73:27เป็น 57:43  ได้ในปีนี้

นั่นเป็นเพียงระฆังที่ลั่นเตือนยกสองสำหรับธนาคารพาณิชย์ในระบบทั้งสถาบันการเงินเจ้าหนี้รายเก่าและรายใหม่ที่ต้องตระหนักถึงการรักษาฐานลูกค้าไม่ให้หลุดมือ โดยเฉพาะการแข่งขันบนตลาดสินเชื่อที่มีธนาคารเฉพาะกิจของรัฐส่งสัญญาณอย่างมีนัยสำคัญว่า"แบงก์มีสภาพคล่องเพียงพอที่จะรับลูกหนี้ดีเข้าพอร์ต" โดยหมายรวมถึงการรุกคืบไปในกลุ่มสินเชื่ออื่นๆด้วยหลังประสบความสำเร็จในการดึงเงินฝากจากระบบ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ