Loading

ศก.แกร่งรับได้ทุกปัจจัยเสี่ยงธปท.จับตาเงินเฟ้อ-ต้นทุนเอกชนพุ่

วันที่ : 2 เมษายน 2554
ศก.แกร่งรับได้ทุกปัจจัยเสี่ยงธปท.จับตาเงินเฟ้อ-ต้นทุนเอกชนพุ่ง

          ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)รายงานภาวะเศรษฐกิจล่าสุดเดือน ก.พ. 2554 ปรากฏว่าเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจทุกตัวยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ทั้งด้านการบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออก

 

          โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนยังปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ ภาษีมูลค่าเพิ่มรวมถึงรายได้เกษตรกรที่ปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยขยายตัวสูงถึง 36.1%ในเดือน ก.พ. ตามราคาพืชผลที่สูงขึ้น

 

          ส่วนเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนหมวดที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง คือเครื่องจักรอุปกรณ์ และก่อสร้าง ในขณะที่ความเชื่อมั่นทางธุรกิจก็ดีขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอีก 3 เดือนข้างหน้า แต่ยังกังวลด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐในเดือน ก.พ.ขาดดุลเงินสด 1.88 หมื่นล้านบาท ซึ่ง ธปท.เห็นว่าภาครัฐยังมีบทบาทกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

          นายเมธี สุภาพงษ์  ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่าการบริโภคและการลงทุนขยายตัวดีสอดคล้องกับสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ให้กับเอกชนในเดือน ก.พ. ที่ขยายตัว 15% โดยสินเชื่อภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 12% ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเพื่ออุตสาหกรรมและการพาณิชย์ ขณะที่สินเชื่อภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 17.5%เป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อเพื่อการเช่าซื้อรถยนต์มากที่สุด ส่วนสินเชื่อที่อยู่ศัยเริ่มชะลอลง

 

          สำหรับภาคการส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเดือน ก.พ.มูลค่าส่งออกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.84 หมื่นล้านดอลลาร์หรือเพิ่มขึ้น 29.1% และการนำเข้ามีมูลค่า 1.64 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 18.6% โดยการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น

 

          มีข้อสังเกตว่า เครื่องชี้เศรษฐกิจเดือน ก.พ. เป็นตัวเลขก่อนเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติในญี่ปุ่น รวมทั้งปัญหาความตรึงเครียดในลิเบียและน้ำท่วมภาคใต้ เพราะฉะนั้น แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไปคงต้องจับตามอง แต่ในมุมมองของ ธปท.ยังค่อนข้างมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งพอที่จะมีแรงส่งต่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระยะต่อไป

 

          "ดูจากเครื่องชี้เศรษฐกิจที่สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นรายได้เกษตรกร การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น การลงทุนยังดี อัตราดอกเบี้ยยังต่ำ และความเชื่อมั่นธุรกิจก็ดีจะเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจยังคงไปต่อได้และขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจจะไปไม่ไหว โดยไตรมาสแรกปีนี้ เศรษฐกิจน่าจะโตได้ 2-3%"

 

          อย่างไรก็ตาม นายเมธียอมรับว่าปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ขณะนี้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การประมงและการขนส่ง ส่วนผลกระทบต่อภาคเกษตร เช่น ยาง ปาล์ม คาดว่าถ้าสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ในสัปดาห์หน้าคงไม่กระทบมาก

 

          "แบงก์ชาติจะประเมิน 3 ปัจจัยปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ ภัยพิบัติในญี่ปุ่นและสถานการณ์ตะวันออกกลาง เพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการเงินพิจารณาในการประชุมวันที่ 20 เม.ย.นี้ซึ่งเป็นช่วงที่แบงก์ชาติต้องทบทวนประมาณการเศรษฐกิจใหม่ แต่ขณะนี้ยังคงใช้ประมาณการจีดีพีเดิม คือ 3-5%"

 

          ทั้งนี้ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่ก็มาพร้อมกับแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยจากการสำรวจของธปท.พบว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังมีต่อเนื่องจากการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้น โดยในเดือน ก.พ.นักธุรกิจที่คาดว่าเงินเฟ้อจะสูงกว่า 6% มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.

 

          ขณะที่ข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจเรื่องการปรับราคาสินค้า ทำได้ยากขึ้นยังเป็นปัญหาอันดับหนึ่ง แต่มีความกังวลลดลง เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. สัญญาณนี้สะท้อนว่า ความสามารถในการปรับราคาของภาคธุรกิจว่ามีโอกาสมากขึ้นซึ่งจะสร้างแรงกดดันเงินเฟ้ออีกทางหนึ่งเพราะฉะนั้น เศรษฐกิจระยะต่อไปจะเป็นอย่างไร คงต้องจับตามองผลการประชุม กนง. จนถึงการแถลงประมาณการเศรษฐกิจในวันที่ 28 เม.ย.นี้ ก็น่าจะทำให้เห็นทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้ชัดเจนขึ้น

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 4 - 6 เม.ย. 2554

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ