Loading

ฟัน1,172 ตึกเบี้ยวตรวจสอบ

วันที่ : 3 กุมภาพันธ์ 2554
ฟัน1,172 ตึกเบี้ยวตรวจสอบ!

กทม. เชือด 1,172 อาคารสูง-อาคารใหญ่-อาคารใหญ่พิเศษ ตามกฎหมายตรวจสอบอาคาร ลงโทษปรับ 6 หมื่นบาท รายวันอีกวันละหมื่น คุก 3 เดือนหลังเจ้าของเพิกเฉยไร้วี่แววส่งรายงานผลการตรวจสอบความปลอดภัยให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นรับรอง เผยกฎหมาย

บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2550 ส่วนอาคารตั้งแต่ 5,000-ไม่เกิน 10,000 ตร.ม.กว่า2,000อาคาร เริ่มทยอยส่งรายงานหลังมีคำสั่งตั้งแต่ 24 ตุลาคม 2553 ส่วนปีหน้าถึงคิวตึก 2,000 ตร.ม. ด้านนายกสมาคมอาคารชุดไทยระบุ ไม่มีใครอยากเลี่ยง

จากกรณีที่ กรมโยธาธิการและผังเมือง บังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีการตรวจสอบ พ.ศ.2548 ที่ออกตามความในพระราชบัญญติ (พ.ร.บ.) ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และมีผลบังคับใช้จริงปี 2550 เพื่อตรวจสอบอาคารทั้ง 9 ประเภททั่วประเทศ ประกอบด้วย 1. ป้ายขนาดตั้งแต่ 25 ตารางเมตร 2.อาคารขนาด 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป 3.อาคารสูง 23 เมตรขึ้นไป 4.โรงงานอุตสาหกรรมเกิน 5,000 ตารางเมตร เกิน 1 ชั้น 5.สถานบริการเกิน 200 ตารางเมตร 6.อาคารชุมชนคนตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป 7.โรงมหรสพ 8.โรงแรม 80 ห้องขึ้นไป และ9. อาคารพักอาศัยรวม โดยอาคารเหล่านี้จะต้องว่าจ้างวิศวกรหรือบริษัทผู้ชำนาญการตรวจสอบอาคารที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโยธาธิการและผังเมือง

ทั้งนี้ อาคารที่อยู่ในข่ายระยะแรกตั้งแต่ปี 2550 กำหนดให้ อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่ตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตร สูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป ต้องจัดให้มีผู้ชำนาญการตรวจสอบสภาพและโครงสร้างอาคาร ให้มีความปลอดภัยและมั่นคงแข็งแรง ให้กับท้องถิ่นรับทราบในทุก 1 ปีและตรวจสอบใหญ่ทุก 5 ปี ส่วนระยะที่สอง อาคารขนาดตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตรขึ้นไปแต่ไม่ถึง 10,000 ตารางเมตร กำหนดส่งรายงานการตรวจสอบอาคารตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไป และหากฝ่าฝืน ถูกจำคุก 3 ปี ปรับครั้งละ 60,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 บาทจนกว่าจะดำเนินการนั้น

ล่าสุดแหล่งข่าวจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้ยังมีอาคารสูงอาคารขนาดใหญ่และอาคารขนาดใหญ่พิเศษ พื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไปและสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป อาทิ อาคารสำนักงาน อาคารชุดพักอาศัย โรงแรม ฯลฯ ละเลยการว่าจ้างผู้ชำนาญการหรือบริษัท ตรวจสอบความปลอดภัยในอาคาร ทั่วกทม.จำนวน 1,172 อาคาร จากจำนวนกว่า 5,000อาคาร

อย่างไรก็ดี ในจำนวนกว่า 1,000 อาคารที่ยังค้างการตรวจสอบและไม่ยินยอมส่งผลรายงานการตรวจสอบโครงสร้างอาคาร สภาพภายในอาคารตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆว่า พร้อมใช้งานหรือไม่ นับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้คือตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาคารชุดพักอาศัย ขณะที่กทม. ได้ส่งหนังสือเวียนแจ้งเตือนต่อเจ้าของอาคารไปแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังเพิกเฉย จากปี 2550 ถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 2-3 ปีที่ละเลยกฎหมาย แม้จะมีบทลงโทษที่รุนแรง เช่น หากเพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตามจะถูกจำคุกเป็นเวลานาน 3 เดือน โทษปรับ 60,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะมีการว่าจ้างวิศวกรผู้ชำนาญการ หรือบริษัทผู้ชำนาญการรับตรวจสอบอาคาร ตามที่กฎหมายกำหนด

"แต่ที่ผ่านมา เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะไม่ใช้มาตรการที่เข้มข้นในทันที เพราะถือว่าเป็นกฎหมายใหม่ แต่ขณะนี้ เวลาผ่านไปนาน และมีการแจ้งเตือนไปแล้วหลายครั้ง ส่งผลให้ต่อไปนี้ หากมีการออกคำสั่งให้อาคารที่อยู่ในข่ายต้องส่งรายงานผลการตรวจสอบอาคาร แล้วยังหลบเลี่ยงไม่ปฏิบัติตาม กทม.จะใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดโดยนำบทลงโทษดังกล่าวมาบังคับใช้ทันที ทั้งโทษปรับ 60,000 บาท และปรับต่อเนื่องอีกวันละ 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้น"

แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการเจ้าของอาคารมักโต้แย้งว่า กทม.ทำงานล่าช้า และกฎหมายตรวจสอบอาคารทำให้เกิดต้นทุน ขณะที่ อาคารของตนเองต่างก็มีความมั่นคงแข็งแรง พร้อมใช้งานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงแรม อาคารชุด อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า ซึ่งหากกำหนดให้เอกชนมีการตรวจสอบย่อยทุกปีและตรวจสอบใหญ่ทุก 5 ปี จะเป็นลักษณะเอื้ออำนวยให้กับวิศวกรและบริษัทรับตรวจสอบอาคารที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโยธาธิการและผังเมืองมากกว่า

"เรื่องนี้ กทม.มองว่า ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหายอะไร เพราะความปลอดภัยในอาคารเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเทียบกับค่าจ้างเพียงตารางเมตรละไม่เกิน 20 บาท แต่หากอาคารบางแห่งทำผิดกฎหมาย มีการต่อเติมผิดไปจากแบบในภายหลัง หรือระบบป้องกันอัคคีภัยในอาคารไม่ทำงานหรืออุปกรณ์ต่างๆไม่พร้อมใช้งาน เจ้าของอาคารต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย เมื่อไม่มีการตรวจสอบ และหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น เพลิงไหม้ อาคารทรุด โครงสร้างไม่มั่นคงแข็งแรง แล้วเกิดอันตรายต่อผู้เข้าอยู่อาศัยในอาคาร จะเกิดผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินตามมามากกว่าค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าตรวจสอบ"

ขณะเดียวกัน เมื่อกทม. ออกคำสั่งให้เจ้าของอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่ และอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ที่ค้างการตรวจสอบอาคาร ต้องส่งผลรายงานต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นในทันทีแล้ว ก็ยังเปิดให้ อาคารขนาดตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตร แต่ไม่เกิน 10,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นอาคารล็อตที่สอง โดยอาคารที่อยู่ในข่าย จะต้องว่าจ้างบริษัทผู้ชำนาญการเรื่องการตรวจสอบอาคารหรือวิศวกรผู้ชำนาญการที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโยธาธิการ ทำหน้าที่ตรวจสอบอาคารโครงสร้างระบบภายในอาคารให้สามารถพร้อมใช้งานอย่างละเอียด และส่งผลรายงานต่อ กทม. เริ่มตั้งแต่ วันที่ 24 ตุลาคม 2553 เป็นต้นมาซึ่งพบว่าอาคารขนาด 5,000-ไม่เกิน 10,000 ตารางเมตรในเขตกทม.มีจำนวนกว่า 2,000 อาคาร ซึ่งได้ทยอยยื่นรายงานผลการตรวจสอบเข้ามาเกือบ 1,000 ราย

อย่างไรก็ดี หากวิศวกรหรือ บริษัทผู้ตรวจสอบพบว่า อาคารไม่ปลอดภัยหรือต้องแก้ไขปรับปรุง ก็จะแจ้งให้เจ้าของอาคารรีบปรับปรุงทันที และเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะเซ็นรับรองความปลอดภัยอาคารหลังนั้น จนกว่าอาคารดังกล่าวจะมีการแก้ไขปรับปรุงให้แล้วเสร็จ เช่นระบบสายไฟฟ้า ฝ้าเพดานทรุดหรือชำรุด ลิฟต์โดยสาร ฯลฯ ที่ผ่านมา ยอมรับว่า เจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่กล้าเซ็นรับรองเพราะหลายอาคาร เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วพบว่าไม่มั่นคงแข็งแรง เมื่อให้นำกลับไปแก้ไขปรับปรุง บางอาคารเรื่องกลับเงียบหายไป

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ในปี 2555 กทม.จะเรียกอาคารขนาด 2,000 ตารางเมตรแต่ไม่เกิน 5,000 ตารางเมตรตรวจสอบและรายงานผลการตรวจสอบความปลอดภัยและความมั่นคงแข็งแรงในอนาคต ซึ่งประเมินว่า มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 10,000 อาคาร โดยเฉพาะหอพัก อพาร์ตเมนต์ และอาคารชุดขนาดเล็ก รวมถึงอาคารสำนักงาน ซึ่งยอมรับว่า เจ้าของอาคารจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น และผลักภาระให้กับผู้เช่าพื้นที่หรือผู้ซื้อ แต่ในทางกลับกันมองว่า หากเจ้าของอาคารปฏิบัติตามกฎหมายจะช่วยคุ้มครองความปลอดภัยอาคารตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัย ซึ่งจะคุ้มค่ากว่า

นอกจากนี้ กทม.เตรียมทำหนังสือถึงกรมโยธาธิการและผังเมืองถึงแนวทางปฏิบัติ เกี่ยวกับรายละเอียดขั้นตอนว่าเจ้าของโครงการและบริษัทผู้ชำนาญการจะต้องเตรียมอะไรบ้าง และต้องมีหลักฐานอะไรบ้างมาแสดงต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น เพราะที่ผ่านมาหลายโครงการ เอกสารไม่พร้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแบบอาคารสูญหาย ชื่อตามสำเนาทะเบียนบ้าน ฯลฯ

ด้านนายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการอาคารชุดจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่มีปัญหาว่าอาคารเก่าเมื่อปิดการขายก็จะส่งมอบให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุด เข้ามารับช่วงแทน และจะเป็นหน้าที่ของนิติบุคคลที่ต้องเสียเงินว่าจ้างบริษัทหรือวิศวกรผู้ชำนาญการดังกล่าว แต่ที่ผ่านมาสาเหตุที่เจ้าของอาคารไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงานและอาคารชุดบางรายไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อาจเป็นเพราะกฎหมายไม่กล้าใช้บทลงโทษที่รุนแรง และที่สำคัญเข้าใจว่า ผู้ตรวจสอบอาคารและเจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่กล้าเซ็นยืนยันว่าอาคารเหล่านั้นปลอดภัย เพราะหากเกิดปัญหาภายหลัง ผู้ที่ถูกดำเนินคดีคือ เจ้าพนักงานและบริษัทผู้ชำนาญการ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ