Loading

ธปท.ห่วงเงินเฟ้อเร่งตัว คงเป้าจีดีพีปีนี้โต 3-5

วันที่ : 22 มกราคม 2554
ธปท.ห่วงเงินเฟ้อเร่งตัว คงเป้าจีดีพีปีนี้โต 3-5%

          แบงก์ชาติคงเป้าเติบโต “จีดีพี” ปีนี้โต 3-5% รับแรงหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจปีก่อนที่ 8% ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงยังไม่เปลี่ยนแปลง ห่วงแรงกดดันเงินเฟ้อเร่งตัว จากราคาสินค้าและต้นทุนพุ่ง ชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่เกิดภาวะฟองสบู่ สภาพัฒน์แนะภาคส่งออกปรับตัวรับมือกำลังซื้อลดและการแข่งขันสูง

 

          นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แรงส่งจากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2553 และพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของ ธปท.ยังคงประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไว้ที่ 3-5% ซึ่งถือเป็นกรอบประมาณการเดิมจากการประชุมในครั้งก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันก็ได้ประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2555 ไว้ที่ระดับ 3-5% เช่นเดียวกัน

 

         ห่วงเงินเฟ้อเร่งตัว

 

          สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2554 ไม่ได้แตกต่างจากปีที่ผ่านมา มีเพียงเรื่องเงินเฟ้อที่ ธปท.ค่อนข้างเป็นห่วงว่าจะมีแรงกดดันจาก 4 ปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวเร่งให้ปรับขึ้นเร็ว ได้แก่ แรงกดดันด้านอุปทานและอุปสงค์ แรงกดดันจากนโยบายรัฐที่เอื้อต่อการใช้จ่าย และการคาดการณ์เงินเฟ้อของภาคเอกชน

 

          นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในส่วนของแรงกดดันด้านอุปทาน เป็นผลจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ค่าจ้าง วัตถุดิบ มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ผู้ผลิตไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้แล้ว จึงเริ่มผลักภาระส่วนนี้สู่ผู้บริโภคผ่านการขึ้นราคา และยังมีสินค้าอีกหลายรายการที่รอทางการอนุมัติการขึ้นราคา ในส่วนของด้านอุปสงค์ แรงกดดันเริ่มชัดเจนขึ้นตามเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง

 

          สำหรับนโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการใช้จ่าย ส่งผลให้การบริโภคเพิ่มขึ้นและเป็นแรงกดดันต่อการปรับขึ้นของเงินเฟ้อ ขณะที่การคาดการณ์เงินเฟ้อของภาคเอกชน มีผลให้ช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการคาดการณ์แล้วว่าต้นทุนจะปรับสูงขึ้นในอนาคต อันเป็นผลจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น รวมถึงทิศทางของภาครัฐ เช่น การปรับขึ้นค่าจ้างและเงินเดือนข้าราชการ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสผู้ประกอบการอาจปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างรวดเร็วก็เป็นได้

 

          “ปัจจัยเสี่ยงปีนี้คงไม่ต่างจากปี 2553 แต่ความรุนแรงและความน่าวิตกอาจแตกต่างกันไป โดยเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวช้า แต่ระยะหลังโดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายปี 53 ทำให้ความกังวลใจลดลงว่า การที่เศรษฐกิจโลกจะหยุดชะงักลดลงไปมากและน่าจะขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าแถบเอเชีย ส่วนเรื่องการเมืองในประเทศ ปีนี้เป็นปีที่มีการเลือกตั้ง เราไม่สามารถประมาณการได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่ก็หวังว่าจะไม่กระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย” นายไพบูลย์ กล่าว

 

         หวั่นเงินเฟ้อหลุดกรอบบน

 

          เขากล่าวด้วยว่า กนง.ยังได้คงประมาณการอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปีนี้ไว้ที่ระดับ 2-3% แต่ยอมรับว่าแนวโน้มเงินเฟ้อมีโอกาสหลุดจากกรอบบนของประมาณการดังกล่าวได้ ดังนั้นจึงถือเป็นความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. ในระยะต่อไป

 

          “การที่เงินเฟ้อสูงขึ้น โดยไม่มีเสถียรภาพ ก็อาจทำให้การเติบโตเศรษฐกิจระยะยาวถูกกระทบได้ และเชื่อว่าเป้าเงินเฟ้อที่กำหนดไว้ได้พิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ประเทศของเราต้องเสียเปรียบ เรื่องนี้เป็นเรื่องของความต่อเนื่องว่าทางการจะสามารถรักษาระดับเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น ดังนั้นเราจึงคงประมาณการเงินเฟ้อไว้ที่ระดับเดิม" นายไพบูลย์ กล่าว

 

          อย่างไรก็ตาม กนง. ได้ปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ลงเหลือระดับ 2.5-4.5% จากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 3-5% ซึ่งการปรับลดดังกล่าวเป็นผลจากการต่ออายุมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของรัฐบาลออกไป ทำให้แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อดังกล่าวมีโอกาสปรับลดลงได้เช่นกัน

 

         ปี 2553 จีดีพี โต 8%

 

          สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2553 ที่ผ่านมา ธปท.มองว่าน่าจะมีการเติบโตในระดับ 8% ซึ่งถือเป็นการเติบโตในระดับขอบบนของประมาณการที่ กนง. ได้ประเมินไว้ที่ระดับ 7.3-8% และการเติบโตในระดับดังกล่าวถือเป็นการเติบโตที่มีความแข็งแกร่ง แม้ว่ารอบปีที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญปัจจัยลบหลายด้านตลอดปี ทั้งปัญหาทางการเมืองและภัยธรรมชาติก็ตาม

 

         ไม่ห่วงฟองสบู่อสังหาฯ

          นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวในการอภิปรายเรื่อง “ ทิศทางตลาดเงิน ตลาดทุน ปี 2011” ว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากความต้องการที่ยังขยายตัวและสภาพคล่องในระบบที่ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก

          ประกอบกับดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวในระดับต่ำก็เอื้อต่อการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วยเช่นกัน และปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยแต่ประการใด โดยเฉพาะในบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ ในส่วนของคอนโดมิเนียมที่อยู่ในทำเลรถไฟฟ้าบางแห่งอาจมีราคาสูงขึ้นมาบ้างแต่เชื่อว่าผู้ประกอบการเองก็ระมัดระวังในเรื่องนี้จึงเห็นว่าโครงการใหม่ในทำเลใจกลางเมืองไม่ได้มีการเปิดโครงการเพิ่มแต่ประการใด

 

         สภาพัฒน์ชี้กำลังซื้อลด-แข่งสูง

 

          นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 11 กับ ภาคการส่งออกไทย” เมื่อวานนี้ (21 ม.ค.) โดยระบุว่า การส่งออกของไทยในปี 2554 จะขยายตัวลดลงจากปี 2553 ที่การส่งออกขยายตัว 28%

 

          ขณะที่อำนาจการต่อรองหรือการกำหนดราคาของผู้ส่งออกไทยจะน้อยลง เพราะคู่ค้ามีกำลังซื้อน้อยลง เพราะเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวลดลง และการค้าขายของโลกมีการแข่งขันอยู่ในระดับที่สูง

 

          “แม้ว่าจะมีการคลายกังวลเกี่ยวกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ แต่เศรษฐกิจยุโรปที่เป็นตลาดที่สำคัญของเรายังมีปัญหาจากวิกฤติหนี้สาธารณะ ทำให้กำลังซื้อในกลุ่มยุโรปยังมีปัญหาอยู่ และแม้ว่าการส่งออกไปตลาดใหม่ เช่น จีน ออสเตรเลีย จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น แต่การปรับเพิ่มราคาของผู้ส่งออกยังเป็นเรื่องที่ยาก จึงขึ้นอยู่กับผู้ส่งออกว่าจะปรับตัวหรือยอมรับมาร์จินที่ลดลงได้มากน้อยเพียงใด” นายอาคม กล่าว

 

          สศช. คาดว่าในปี 2554 เศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 3.5-4.5% ขณะที่ปี 2553 อาจขยายตัวได้มากกว่า 7.9% เนื่องจากการส่งออกที่คิดเป็นสัดส่วน 70% ของ จีดีพี ขยายตัว 28% สูงกว่าที่ สศช.ประเมินว่าปี 2553 การส่งออกจะขยายตัว 25%

 

          อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ ผู้ส่งออกต้องปรับตัว นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าและลดต้นทุนการผลิตแล้ว สิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องผลิตสินค้าที่มีดีไซน์ และแพ็คเกจจิ้ง ให้ตรงกับรสนิยมผู้บริโภค ตลอดจนปรับเปลี่ยนวัสดุหรือวัตถุดิบในการผลิตสินค้า เพื่อสร้างความแตกต่างให้แก่สินค้าไทย เพราะจะเห็นได้ว่าแม้ในปี 2552 การส่งออกจะขยายตัวติดลบ แต่สินค้าเฉพาะกลุ่มหรือกลุ่มนิช สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการ เช่น สินค้าด้านสุขภาพ ทั้งอาหารและสมุนไพร สินค้าเหล่านี้ขายได้ดีและเพิ่มราคาได้

 

          เตือนขาดดุลงบกระทบความเชื่อมั่น

 

          นายอาคม กล่าวว่า จากหลักการของแผนฯ 11 ที่นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ซึ่งหลักการที่สำคัญที่ต้องนำมาประยุกต์ใช้ คือ การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งตนมองว่าประเทศไทยขาดดุลงบประมาณมา 5-6 ปีแล้ว ซึ่งการขาดดุลงบประมาณเป็นระยะเวลาที่ยาวนานจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางการเงินการคลังของประเทศ และทำให้ประเทศไม่มีเงินมาลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 

          “หากประเทศขาดดุลงบประมาณเป็นเวลายาวนาน จะทำให้ประเทศเราขาดความน่าเชื่อถือทางการคลัง และหากเราต้องขาดดุลเพื่อกันเงินบางส่วนมาใช้จ่ายด้านระบบสวัสดิการสังคมถือเป็นสิ่งที่จำเป็น หากการใช้จ่ายนั้นสร้างความเป็นธรรมให้กับคนในสังคม โดยเงินไม่รั่วไหลและไปถึงมือคนจนอย่างแท้จริง เพราะเราเห็นตัวอย่างมาแล้ว เช่น ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปนที่ใช้มีภาระด้านสวัสดิการสังคม ซึ่งในที่สุดทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มเป็น 100% ของจีดีพี แต่ของเรายังไม่น่าห่วงมากนัก เพราะหนี้สาธารณะต่อจีดีพียังไม่เกิน 50% แต่ผมไม่อยากให้เราใช้จ่ายเกินตัว” นายอาคม กล่าว

 

          นายอาคม เสนอว่า ภาวะที่ประเทศต้องการการลงทุน แต่รัฐบาลไม่มีงบเพียงพอ หากต้องมีการลงทุนใหม่ก็ต้องกู้เงินมาลงทุน ดังนั้น รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินงานในโครงการของรัฐบาลในรูปแบบพีพีพีเพิ่มขึ้น และไม่ใช่เฉพาะการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่อาจรวมไปถึงการให้บริการทางสังคม เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน และด้านกีฬา ซึ่งหลายประเทศได้นำแนวทางนี้มาใช้ เช่น เวียดนามที่ส่งเสริมให้ต่างชาติไปลงทุนสร้างโรงพยาบาลเพื่อสนับสนุนนโยบายเมดิเคิลเซ็นเตอร์

 

         ชี้ขึ้นดอกเบี้ยมากกระทบต้นทุน

 

          อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่า กนง. ควรปรับอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจปีนี้ โดยเฉพาะปีนี้เป็นปีที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าเศรษฐกิจจะยังขยายตัวต่อเนื่อง และการเติบโตของเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่จำเป็น ในขณะที่การลงทุนเอกชนยังต้องมีการขับเคลื่อนต่อไป ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนของเอกชนต้องอยู่ในระดับที่รับได้ เพราะปัจจุบันเอกชนไทยไม่ได้มีต้นทุนเฉพาะดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนขนส่ง ราคาน้ำมัน และต้นทุนในการผลิตสินค้าที่เพิ่มขึ้นด้วย

 

          นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันไม่ได้มาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่มาจากต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้น ไม่เหมือนกับช่วงก่อนปี 2540 ที่เศรษฐกิจร้อนแรงจากดีมานด์ แต่หากว่า กนง.มองในแง่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบอยู่ 0.95% และเกรงว่าจะกระทบต่อการออมเงิน ก็เป็นไปได้ที่ กนง.อาจตัดสินใจเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีก

 

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ