Loading

กคช.ชงครม.ชดเชยบ้านเอื้อ 2 พันล.- หลังส่งมอบปี 55ขาดทุนหมื่นล.-เร่งปิดบัญชีหวนทำเคหะชุมช

วันที่ : 20 มกราคม 2554
กคช.ชงครม.ชดเชยบ้านเอื้อ 2 พันล.- หลังส่งมอบปี 55ขาดทุนหมื่นล.-เร่งปิดบัญชีหวนทำเคหะชุมชน

นายสุชาติ ศิริโยธิพันธุ์ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เปิดเผยว่ากคช.มีแผนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อขออนุมัติเงินชดเชยให้กคช.อีก 2,000 ล้านบาท เพื่อลดภาระการขาดทุนจากการดำเนินการพัฒนาโครงการบ้านเอื้ออาทร ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อยจำนวน 600,000 ยูนิต และ ครม.ได้ปรับลดลงเหลือ 280,000 ยูนิต หลังจากสำรวจความต้องการพบว่า มีความต้องการที่แท้จริงเพียง 200,000 ยูนิตซึ่งจากการดำเนินโครงการดังกล่าว ส่งผลให้ กคช.ต้องประสบภาวะขาดทุนมาตลอด

นายสุชาติ กล่าวว่า เมื่อมีการส่งมอบบ้านเอื้ออาทรแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2555 กคช.ต้องแบกรับภาระการขาดทุนจากโครงการดังกล่าวรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลมีการช่วยเหลือมาแล้วประมาณ 4,000 ล้านบาท เพื่อมาช่วยเรื่องภาระดอกเบี้ย แต่ยังไม่เพียงพอกคช.จึงต้องของบฯเพิ่มอีก 2,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ กคช.จะรับภาระเองโดยเงินชดเชยดังกล่าวจะต้องใช้ในปีงบประมาณ 2554-2558

"โครงการบ้านเอื้ออาทรที่ผ่านมากคช.ต้องกู้ยืมเงินมาพัฒนาโครงการ ดังกล่าว ส่งผลให้กคช.มีหนี้จากโครงการดังกล่าวรวมประมาณ 87,000 ล้านบาท ล่าสุด กคช.ได้ชำระไปบ้างแล้วโดยปัจจุบันเหลือหนี้อยู่ประมาณ58,000 ล้านบาท ซึ่งการจ่ายคืนหนี้นั้นจะขึ้นอยู่กับรายได้ของ กคช. หากมีรายได้เข้ามากก็สามารถคืนหนี้ได้มากโดยในปีนี้ตั้งเป้าจะจ่ายคืนหนี้ประมาณ10,000 ล้านบาท แต่หากมีกำไรก็จะจ่ายมากกว่านี้ ส่วนที่ดินที่เหลืออยู่นั้นคงจะไม่ขาย เพราะสามารถนำมาบริหารจัดการใหม่ได้" นายสุชาติกล่าว

นายสุชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีบ้านเอื้ออาทรรอส่งมอบอีกประมาณ100,000 ยูนิต โดยในปีงบประมาณ2554 นี้ตั้งเป้าการขายบ้านเอื้ออาทรไว้ประมาณ 60,000 ยูนิต น้อยกว่าปีงบประมาณ 2553 ที่ขายได้ประมาณ67,000 ยูนิต เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีการจัดกิจกรรมค่อนข้างมากและหลังจากส่งมอบให้ลูกค้าในปี 2554 แล้วจะทำให้คงเหลือบ้านเอื้ออาทรที่จะส่งมอบให้กับลูกค้าอีกประมาณ 50,000ยูนิต ซึ่งจะต้องดำเนินการส่งมอบให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2555 หลังจากนั้นจะปิดบัญชี และกลับไปพัฒนาโครงการเคหะชุมชนเหมือนเดิม

"ส่วนการยึดคืนยังอยู่ในอัตราเดิมคือเดือนละประมาณ 300 ยูนิต หรือประมาณ 5-10% ส่วนการใช้วงเงินโอดี เพื่อการซื้อคืนนั้นอยู่ที่ 780ล้านบาท แต่ต้องใช้เงินซื้อคืนมากถึง 2,200 ล้านบาทต่อเดือน" นายสุชาติ กล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

 

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ