Loading

ราคาที่ดินในเมืองขยับ25%ดัชนีราคาห้องชุดพุ่งสูงเทียบเงินเฟ้อ-รายได

วันที่ : 18 มกราคม 2554
ราคาที่ดินในเมืองขยับ25%ดัชนีราคาห้องชุดพุ่งสูงเทียบเงินเฟ้อ-รายได้

นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยถึงแนวโน้มราคาที่ดินและอาคารชุดว่า แนวโน้มอาจจะมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น 15-25% โดยที่ดินในทำเลแนวรถไฟฟ้า เช่น สุขุมวิท สาทร มีแนวโน้มปรับขึ้นสูงมากที่สุด ส่วนที่ดินในต่างจังหวัด ทำเลติดชายหาด เช่น พัทยา ก็จะมีการปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ในขณะที่บางทำเลอาจจะมีราคาลดลง เช่น ทำเลที่ดินตาบอด และที่ดินที่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งนี้ การที่ราคาที่ดินมีการปรับสูงขึ้น จะส่งผลกระทบให้ราคาขายที่ดินแถวสุขุมวิทตอนต้น ปรับขายจากราคา 6.5 แสนบาท/ตร.ว. เป็น 8 แสนบาท/ตร.ม.

จากผลการสำรวจและประเมินราคาอาคารชุดที่ขอจดทะเบียนใหม่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพิ่มขึ้นอีก 262 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรปราการ และนนทบุรี ซึ่งปัจจุบันมีอาคารชุดที่ขอจดทะเบียนแล้วทั้งประเทศประมาณ 4,600 แห่ง แบ่งเป็นเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 2,000 แห่ง ส่วนภูมิภาค 2,600 แห่ง และคาดว่าในปีนี้จะมีอาคารชุดที่ขอจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นอีกราว 100 แห่ง

สำหรับการประเมินราคาอาคารชุด ในปี 2553 ที่ผ่านมา อาคารชุดที่มีราคาสูงสุด ยังคงเป็น กรุงเทพฯ อยู่เขตวัฒนาอาคารชุดเลอรัฟฟิเน่ชมพูทวีป ตร.ม. 224,500 บาท เขตปทุมวันอาคารชุดคิวหลังสวน ตร.ม.ละ 190,900 บาท เขตคลองเตย อาคารชุดมิลเลนเนียม ตร.ม.ละ 133,500 บาท ตามลำดับ ส่วนจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและติดชายทะเล อาทิ จ.ภูเก็ต ราคาสูงสุดอยู่ที่คอนโดเพิร์ล ออฟ ในทอน ตร.ม.ละ 9.1 หมื่นบาท และจ.ชลบุรี ราคาประเมินสูงสุดอยู่ที่เดอะโคฟ คอนโดมิเนียม ตร.ม.ละ 97,500 บาท

ดัชนีราคา "ห้องชุด" พุ่งเทียบเงินเฟ้อ-รายได้

ผลสำรวจดังกล่าวสอดคล้องกับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ร่วมกับสมาคมอาคารชุดไทย จัดทำ ดัชนีราคาห้องชุดรายครึ่งปี มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นตัวชี้วัดความเคลื่อนไหวของราคาห้องชุดเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ โดยเริ่มจากงวดครึ่งปีแรกปี 2553 และใช้ราคาในครึ่งหลังปี 2552 เป็นปีฐาน ที่พบว่าราคา "ห้องชุด" ปรับขึ้น

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์  เปิดเผยว่า ดัชนีราคาห้องชุดรวมทุกระดับราคา สำหรับครึ่งหลังของปี 2553 มีค่าดัชนีเท่ากับ 105.59 ปรับเพิ่มขึ้น 4.16 จุด เมื่อเทียบกับครึ่งแรก ปี 2553 และปรับตัวขึ้น 5.59 จุด เมื่อเทียบกับครึ่งหลัง ปี 2552 โดยเมื่อแยกพิจารณาในแต่ละช่วงระดับราคา พบว่าห้องชุดระดับราคาต่ำ กว่า 5 หมื่นบาท/ตร.ม. มีการปรับราคาขึ้นสูงกว่าระดับราคาอื่นๆ (ดัชนีเพิ่มขึ้น 8.7 จุด ในรอบครึ่งปี และเพิ่มขึ้น 10.17 จุด ในรอบปี) ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าราคาได้ปรับตัวสูง เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ และการเพิ่มขึ้นของรายได้ผู้ซื้อ

ส่วนห้องชุดระดับราคา 50,000-79,999 บาท/ตร.ม. มีการปรับราคาขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก เนื่องจากตลาดราคาระดับกลางเป็นตลาดที่มีการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงมากกว่าการลงทุน จึงทำให้ราคามีการปรับขึ้นตามกลไกของตลาด

สำหรับห้องชุดราคาสูงกว่า 8 หมื่นบาท/ตร.ม ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีค่าติดลบ เพราะห้องชุดราคาแพงในย่านใจกลางเมืองได้รับผลกระทบรุนแรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง เนื่องจากเป็นตลาดที่มีสัดส่วนผู้ซื้อเพื่อการลงทุนให้เช่าสูงกว่าการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และตลาดได้เริ่มฟื้นตัวจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่คลี่คลายลง อีกทั้งความมั่นใจของผู้เช่าและนักลงทุนชาวต่างชาติที่เริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะห้องชุดระดับหรู หรือระดับราคาสูงกว่า 1.2 แสนบาท/ตร.ม. มีการปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างมาก แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เริ่มกลับมา

ซึ่งก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีความคาดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) ประจำไตรมาส 4/2553 มีค่าเท่ากับ 68.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้วที่มีค่าเท่ากับ 65.6 ขณะที่ไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วมีค่าเท่ากับ 70.4

ดัชนีความคาดหวังใน 6 เดือนข้างหน้า (มองไปถึงเดือนมิถุนายน 2554 เทียบกับเดือนธันวาคมที่ตอบแบบสอบถาม) มีค่าเพิ่มขึ้นโดยผู้ประกอบการทั้ง Listed และ Non-Listed มองไปในอนาคตและประเมินว่าปัจจัยทุกอย่างดูดีขึ้นยกเว้นปัจจัยด้านต้นทุนประกอบการ ทั้งนี้ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการเปิดโครงการใหม่ในอนาคต แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ยังมีความเชื่อมั่นในสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ผู้ประกอบการรายเล็กยังคงมีความระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่ในอนาคต เนื่องจากมีอำนาจการแข่งขันน้อยกว่า ประกอบกับมาตรการสกัดการเก็งกำไร ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กยิ่งเสียเปรียบ

 ทั้งนี้ ในการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ไตรมาส 4 ปี 2553 มีผู้ประกอบการตอบแบบสอบถามจำนวน 165 บริษัท เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 30 บริษัท และบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 135 บริษัท ในการคำนวณดัชนีรวมจะให้น้ำหนักบริษัทจดทะเบียนและบริษัทไม่จดทะเบียน 50:50 เท่ากัน

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยมีค่ากลางของดัชนีเท่ากับ 50 ดังนั้น หากค่าดัชนีสูงกว่าค่ากลาง มีนัยว่าผู้ประกอบการเห็นว่าเป็นภาวะที่ดี และหากดัชนีมีค่าสูงกว่าเดิม มีนัยว่าผู้ประกอบการเห็นว่าเป็นภาวะที่ดีขึ้นจากเดิม ในทางตรงข้าม หากค่าดัชนีต่ำกว่าค่ากลาง มีนัยว่าผู้ประกอบการเห็นว่าเป็นภาวะที่ไม่ดี และหากดัชนีมีค่าต่ำกว่าเดิม มีนัยว่าผู้ประกอบการเห็นว่าเป็นภาวะที่แย่ลงจากเดิม

ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ