Loading

กนง.ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% BBL ตามติดรวดเร็วทันใ

วันที่ : 17 มกราคม 2554
กนง.ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% BBL ตามติดรวดเร็วทันใจ

นายไพบูลย์  กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จากเดิม 2.0% เป็น 2.25% ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาเห็นว่า ความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลดลงจากการประชุมครั้งก่อน โดยเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าในปี 2554 เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีอัตราการขยายตัวสูงกว่าปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเสี่ยงจากปัญหาการว่างงานและภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ฟื้นตัวช้า ขณะที่ เศรษฐกิจยุโรปขยายตัวต่อเนื่องตามการส่งออกและการบริโภคของเศรษฐกิจประเทศหลักโดยเฉพาะเยอรมนี แต่ยังมีความเสี่ยงจากปัญหาหนี้สาธารณะเช่นเดิม

ขณะที่เศรษฐกิจเอเชียมีแนวโน้มขยายตัวดีจากอุปสงค์ในประเทศ และการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศในภูมิภาค ส่วนความเสี่ยงสำคัญ คือ แรงกดดันต่อเงินเฟ้อที่สูงขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอุปสงค์ในประเทศที่เร่งขึ้น

สำหรับเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 4/2553 จากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนหนึ่งเป็นการเร่งการผลิตและการใช้จ่ายหลังจากผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมบรรเทาลง ขณะที่ ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับปัจจัยสนับสนุนการบริโภคและการลงทุนในประเทศที่ยังคงเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

อย่างไรก็ดี แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์ ประกอบกับแนวโน้มราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน  ส่งผลต่อแรงกดดันในด้านราคาที่มาจากการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าจะมีมากขึ้น หลังจากผู้ประกอบการได้ชะลอการปรับขึ้นราคามาแล้วระยะหนึ่ง

สำหรับผลจากมาตรการ 9 ข้อ ตามโครงการเร่งรัฐปฏิบัติการเพื่อคนไทยของรัฐบาล จะสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อหรือไม่นั้น มองว่า มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยเสริมเท่านั้น เพราะเม็ดเงินที่ใช้ในโครงการมีจำนวนไม่มาก จึงไม่ใช่สาเหตุหลักที่จะทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวผิดปกติ อย่างไรก็ตาม เรื่องที่น่าเป็นห่วง คือ การดำเนินนโยบายการคลัง ซึ่งรัฐบาลควรตระหนักถึงภาระการคลังในระยะต่อไป และประสิทธิภาพในการใช้เม็ดเงิน เพราะถ้าประสบความสำเร็จจะช่วยเศรษฐกิจฐานรากอย่างมาก

การพิจาณาปรับดอกเบี้ยครั้งนี้ ไม่ได้เป็นห่วงเรื่องของแนวโน้มเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่ด้วยพันธกิจหลักของธปท. คือ การรักษาเสถียรภาพการเงิน โดยเฉพาะเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งเป็นผลที่สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อให้มีมากขึ้นกว่าการประชุมครั้งก่อน ประกอบกับความกังวลในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงติดลบ 1% โดยเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 3.2% ดอกเบี้ยอยู่ 2.25% ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการบิดเบือนตลาด และไม่ส่งเสริมให้เกิดการออม ส่วนปัญหาฟองสบู่ คงยืนยันว่า ยังไม่เห็นสัญญาณแต่อย่างใด ซึ่งปัจจัยทั้งด้านราคา-ดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ เป็นเหตุผลที่คณะกรรมการนำมาพิจารณาโดยยึดหลักการรักษาเสถียรภาพการเงินเป็นหลัก

ส่วนดอกเบี้ยจะปรับเข้าสู่ภาวะปกติจนดอกเบี้ยแท้จริงไม่ติดลบ นั้น คณะกรรมการไม่สามารถบอกเป้าหมายของดอกเบี้ยได้ เพราะถ้ามีการกำหนดเป้าหมายดอกเบี้ย อาจจะไม่สะท้อนภาพที่แท้จริง ดังนั้น การปรับดอกเบี้ย จะต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง ณ ช่วงเวลานั้น ทั้งในส่วนของอัตราเงินเฟ้อ ภาพรวมเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เราไม่สามารถคาดเดาได้แน่นอนตายตัว เพราะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานายไพบูลย์ กล่าวและว่า

สำหรับทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน ในการประชุมก็ได้มีการพิจารณาว่า ภาพรวมของอัตราแลกเปลี่ยนในปีนี้ จะมีความผันผวนอย่างมาก เนื่องจากความแตกต่างระหว่างเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยการดำรงนโยบายดอกเบี้ยต่ำของประเทศพัฒนาแล้ว จะเป็นตัวผลักดันให้กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง อย่างไรก็ตาม กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายก็จะมีจุดอิ่มตัวในที่สุด

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่มีความเกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน จะต้องใช้ความระมัดระวังในการทำธุรกิจ เพราะจะมีความเสี่ยงมากขึ้นในการทำธุรกิจ อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาแม้เงินบาทจะปรับตัวแข็งค่าขึ้น แต่ผู้ประกอบการส่งออกมีการปรับตัวได้ดี ทั้งในส่วนการขยายตลาดการส่งออกใหม่ รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยปัจจุบันตัวเลขการทำประกันความเสี่ยงสูงขึ้นเป็น 50% ขณะที่ ผู้ประกอบการนำเข้า จะทำประกันความเสี่ยงประมาณ 20%

ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจะมีความผันผวนมากขึ้น ซึ่งจะมีความเสี่ยงมาก-น้อยแตกต่างกัน และความผันผวนดังกล่าว อาจเป็นการกลับทางได้ ไม่ใช่ไปในทิศทางเดียวกันตลอด ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องปรับตัวรับสถานการณ์ แต่ปีที่ผ่านมา แม้จะมีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น แต่ผู้ประกอบการก็สามารถปรับตัวได้ดีนายไพบูลย์ กล่าวและว่า

อย่างไรก็ดี การปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในครั้งนี้ ผลกระทบต่อการชำระหนี้ของลูกค้าธนาคารพาณิชย์นั้น มองว่า การขึ้นดอกเบี้ยมีคนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมาการปรับขึ้นดอกเบี้ยทุกครั้ง จะมีการส่งสัญญาณให้ตลาดได้คาดการณ์ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ปรับตัว ประกอบกับการขึ้นในแต่ละครั้งจะเป็นการทยอยขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดไม่มากนัก

นอกจากนี้ คณะกรรมการได้พิจารณาเห็นว่า ในการประชุมทุกครั้ง จะมีการเปิดเผยข้อมูลการประชุมแบบบันทึกย่อ เพื่อให้คนที่เกี่ยวข้องสามารถคาดการณ์การเงินได้ดีขึ้น โดยรายละเอียดการประชุมดังกล่าว จะมีการแสดงเห็นผลความคิดเห็นของคณะกรรมการ ซึ่งจะเป็นเนื้อหาสาระการประชุมทั้งหมด ซึ่งจะเป็นข้อมูลสนับสนุนคนที่อยู่ในตลาดการเงิน-ประชาชน ให้มีความเข้าใจได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ ภายหลังการประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝากตามทันที โดยนายสุวรรณ แทนสถิตย์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า ธนาคารปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ทุกประเภท ด้านเงินฝาก ทั้งประเภทสะสมทรัพย์ และประจำ ได้มีการประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นสูงสุด 0.375%

เงินฝากสะสมทรัพย์ สำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไม่แสวงหากำไร จาก 0.500% เป็น 0.625% เงินฝากสะสมทรัพย์ สำหรับนิติบุคคลอื่นๆ จาก 0.250% เป็น 0.500% เงินฝากประจำ 7 วัน 14 วัน และ 30 วัน จาก 1.000% เป็น 1.250% เงินฝากประจำ 3 เดือน จาก 1.000-1.250% เป็น 1.250-1.375% เงินฝากประจำ 6 เดือน จาก 1.000-1.500% เป็น 1.375-1.625% เงินฝากประจำ 12 เดือน จาก 1.375-1.625% เป็น 1.375-1.750% เงินฝากประจำ 24 เดือน คงเดิมที่ 2.000-2.500% เงินฝากประจำ 36 เดือน คงเดิมที่ 2.250-2.500% ด้านอัตราดอกเบี้ยตั๋วแลกเงินระยะเวลา 3 เดือน จาก 1.500% เป็น 1.625% ตั๋วแลกเงินระยะเวลา 6 เดือน จาก 1.625% เป็น 1.750% ตั๋วแลกเงินระยะเวลา 12 เดือน จาก 1.875% เป็น 2.000%

ส่วนอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) หรือ MLR จาก 6.125% เป็น 6.375% อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) หรือ MOR จาก 6.375% เป็น 6.625% และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) หรือ MRR จาก 6.625% เป็น 7.000% โดยทั้งหมดมีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2554

ที่มา : หนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจ

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ