Loading

ธปท.เล็งปรับประมาณการจีดีพีปีหน้าเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจโลกยังเสี่ย

วันที่ : 31 ธันวาคม 2553
ธปท.เล็งปรับประมาณการจีดีพีปีหน้าเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจโลกยังเสี่ยง

      ธปท.ชี้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยสดใส ระบุวันที่ 21 ม.ค.นี้เล็งปรับตัวเลขสำคัญเศรษฐกิจปี 54-55 แต่ยังมีแรงกดดันอัตราเงินเฟ้อผ่านต้นทุนสินค้า เศรษฐกิจสหรัฐฯ และหนี้ในกลุ่มประเทศยุโรป รวมถึงการเมืองไทย เป็นปัจจัยเสี่ยง ขณะที่เศรษฐกิจเดือนพ.ย.ขยายตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือน ต.ค. หลังปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย

 

          นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.คาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4 ของปี 53 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน หลังจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือนพ.ย.กลับมาขยายตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือน ต.ค. เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่คลี่คลายลง และวันที่ 21 ม.ค.นี้ในรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับเดือน ม.ค.ปี 54

 

          ธปท.จะมีการปรับประมาณการตัวเลขสำคัญเศรษฐกิจไทยในปี 54 และปี 55 ใหม่ พร้อมทั้งภาพรวมเศรษฐกิจไทยตลอดปี 53

 

          "นอกเหนือจากความกังวลของเศรษฐกิจสหรัฐฯและปัญหาหนี้สาธารณะยุโรป รวมไปถึงปัจจัยในประเทศอย่างการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปัจจัยเสี่ยงที่จะมีเพิ่มเติมเข้ามาในปี 54 คือ แรงกดดันด้านต้นทุนจากด้านราคาอาหารและน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นทั้งปัจจัยในและต่างประเทศขณะที่ความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นด้วยยิ่งเป็นเชื้อให้เกิดแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น"

 

          ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อในเดือน พ.ย.อยู่ในระดับเดียวกับเดือนก่อนหน้า คือ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.8% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน 1.1%ขณะที่การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในอีก 12 เดือนข้างหน้ามีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.4% และคาดการณ์ราคาสินค้าและบริการที่เป็นต้นทุนเพิ่มขึ้นในอีก12 เดือนข้างหน้า ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.7%

 

          สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ย.ปรับตัวดีขึ้นทั้งจากการอุปโภคบริโภค ภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น ซึ่งดีขึ้นในทุกหมวด เนื่องจากในหลายภูมิภาคที่มีปัญหาน้ำท่วมเริ่มคลี่คลายประกอบกับรายได้เกษตรกรอยู่ในเกณฑ์ที่ดีและปัญหาการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งสินเชื่อเพื่อการบริโภคขยายตัวถึง 18.2% โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์ อย่างไรก็ตาม ภาคใต้เริ่มได้รับผลกระทบน้ำท่วมในเดือนนี้และปัญหาการเมืองในประเทศในช่วงต้นเดือน พ.ย. ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 79 ในเดือน พ.ย. จากเดือนก่อน80.2 ถือเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

 

          การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่องและสินเชื่อให้แก่ภาคธุรกิจมีแนวโน้มสูงขึ้นประกอบกับบางอุตสาหกรรมเริ่มขยายกำลังการผลิต เช่น อุตสาหกรรมด้านอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ และส่วนประกอบรถยนต์ สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจทั้งในปัจจุบันและในอีก 3 เดือนข้างหน้าที่สูงกว่าระดับความเชื่อมั่นที่ 50 อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่าความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและการเมือง รวมทั้งต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นและข้อจำกัดในการปรับราคาสินค้าจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุนในระยะต่อไปได้

 

          ส่วนภาคต่างประเทศ การส่งออกมีมูลค่า17,584 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัว 28.7%โดยเฉพาะสินค้าเกษตร การส่งออกยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นสำคัญ และคาดว่าการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องสะท้อนได้จากคำสั่งซื้อล่วงหน้าจากต่างประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ด้านการนำเข้ามีมูลค่า 17,094 ล้านเหรียญ หรือขยายตัว 35% ทำให้เกินดุลการค้า490 ล้านเหรียญ ขณะที่ดุลบริการ รายได้ และเงินโอนเกินดุล 529 ล้านเหรียญ ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนจากรายได้ท่องเที่ยวเป็นสำคัญทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1,019 ล้านเหรียญ ลดลงจากเดือนก่อนที่เกินดุล 2,740 ล้านเหรียญ

 

          นายเมธี กล่าวว่า ในเดือน พ.ย.มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 443 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดือนก่อนที่มีเงินทุนไหลเข้า 2,405 ล้านเหรียญ ทำให้เงินทุนลดลง 1,962 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็น81.58% เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติขายพันธบัตรธปท.และรัฐบาลออกไป ขณะที่ภาคธนาคารมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 584 ล้านเหรียญ ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเงินกู้ระยะสั้น เพื่อปรับฐานะเงินตราต่างประเทศจากการปรับตัวของผู้ส่งออกที่เพิ่มการป้องกันความเสี่ยงของค่าเงิน และเงินทุนไหลออกบางส่วนเกิดจากนักลงทุนต่างชาติขายหลักทรัพย์ ส่วนเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังไหลเข้ามาต่อเนื่องเฉลี่ยเดือนละ 400 ล้านเหรียญ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

 

          ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) ในเดือนนี้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 0.49% จากการแข็งค่าของเงินบาทเทียบกับเงินยูโรและเงินเยนเป็นสำคัญ ส่งผลให้นักลงทุนที่ยังต้องการถือครองสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ (Safe Assets) เปลี่ยนการถือครองในรูปเงินเยนมาเป็นเงินดอลลาร์มากขึ้น ฉะนั้นดัชนีค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทั้งสิ้น 8.11% เมื่อเทียบกับปลายปีที่ผ่านมา

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

 

 

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ