Loading

บสก.ดึงนักลงทุนชอปอสังหาฯรอโอกาสระบายพอร์ตหุ้นเหล็ก-ก่อสร้า

วันที่ : 28 ธันวาคม 2553
บสก.ดึงนักลงทุนชอปอสังหาฯรอโอกาสระบายพอร์ตหุ้นเหล็ก-ก่อสร้าง

นายสุเมธ มณีวัฒนา กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.) กล่าวถึงความคืบหน้าการบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย (NPA)ว่า ในปี 2554 ได้มีการตั้งงบในส่วนของโครงการพิเศษไว้ประมาณ 240 ล้านบาท ทั้งเพื่อปรับปรุงทรัพย์ (รีโนเวต) และบริหารจัดการแปลงสาธิตต่างๆ ทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ทางบสก.ยังเน้นหนักให้ทางโครงการพิเศษในการส่งเสริมให้ทรัพย์ต่างๆ มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เช่นคอนโดมิเนียม ทาง บสก.ยังมีทรัพย์อยู่จำนวนมากและกระจายอยู่ในหลายทำเล ราคาไม่แพงเหมาะสมกับผู้ที่ต้องการเพื่ออยู่อาศัย ราคาไม่เกิน 1-2 ล้านบาท เน้นกลุ่มลูกค้าระดับบีบวก

นอกจากนี้ ยังมีทรัพย์อสังหาฯขนาดใหญ่ที่ต้องดำเนินการในปี 54 รวมมูลค่าขายประมาณ 800-1,000 ล้านบาท ได้แก่

1.โครงการสินบดี (บางบัวทอง) มูลค่าขาย 100 ล้านบาทซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวและที่ดินเปล่าในโครงการจัดสรรที่มีผู้อยู่อาศัยแล้วกว่า 70% ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วงเพียง 4 กม. โดยจะจำหน่ายในรูปแบบของที่ดินเปล่า ราคาเริ่มต้น20,000 บาทต่อตร.ว.เฉลี่ยต่อแปลง 50-60 ตร.ม.

 2. ในโครงการ Smart Town- home (รสสุคนธ์ 1) ตำบลบางบ่อ อำเภอบางบ่อ จ.สมุทรปราการ มีจำนวน 140 หลัง เบื้องต้นจะนำ 60 หลังมาปรับปรุง รูปแบบทาวน์โฮม 3 ชั้น ราคาเริ่มต้น 7 แสนบาท ทั้งนี้ หากพัฒนาครบทั้งโครงการจะมีมูลค่าขาย 120 ล้านบาท

3. โครงการ เดอ วาล รีสอร์ท แอนด์สปอร์ต คลับ บริเวณถนนรังสิต-นครนายกกม.55 ซึ่งเป็นศูนย์สัมมนาขนาดใหญ่ บนเนื้อที่231 ไร่ พร้อมอาคารพักอาศัยจำนวน 7 อาคารและสันทนาการอีกมากมาย เช่น สนามเทนนิสสระว่ายน้ำ สนามแบดมินตัน สควอช เซาน่าเป็นต้น ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ และใกล้แหล่งท่องเที่ยว จะเป็นการขายยกโครงการขณะนี้มีผู้ประกอบการ 4-5 รายเข้ามาเจรจาโครงการดังกล่าวมีมูลค่า 260 ล้านบาท

4. การ์เด้นท์โฮม ชอปปิ้ง พลาซ่าพหลโยธิน 60 ใกล้อนุสรณ์สถาน ซึ่งเป็นส่วนของพลาซาที่จะนำมาปรับปรุงเพื่อเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาจับจอง พื้นที่ 10,000 ตร.ม.มูลค่าขายรวม 90-100 ล้านบาทและ

5. ที่ดินเปล่าบริเวณ รังสิต คลอง 11 เนื้อที่ 200 ไร่ มีมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาทซึ่งจะขายยกทั้งโครงการเช่นกัน"84 แปลง 84 พรรษา"แด่ผู้ยากไร้

นายสุเมธกล่าวว่า ในปีหน้า บริษัทจะจัดโครงการพออยู่พอกิน ต่อยอดจากโครงการเดิมเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84 พรรษา จึงจะจัดหาที่ดินของ บสก.จำนวน 84 แปลงทั่วประเทศ 84 ไร่ เพื่อจัดเป็นที่ดินทำกินให้ผู้ยากไร้ จำนวน 84 คน นำที่ดินที่จัดเตรียมให้ใช้ประกอบอาชีพ คาดว่าจะช่วยสร้างรายได้เฉลี่ยเดือนละ 10,000 บาท/คน และเมื่อมีรายได้แล้วจะนำมาผ่อนชำระหนี้ค่าที่ดินที่จัดไว้ให้

"เราจะเลือกที่ดิน 84 แปลง 84 ไร่ ให้ผู้ยากไร้ 84 คน ซึ่งมาตัวเปล่า เราจะช่วยให้มีที่ทำกินประกอบอาชีพ อย่างน้อยมีรายได้ปีละ1 แสนบาท เมื่อมีรายได้แล้วก็นำเงินมาผ่อนชำระค่าที่ดินกับเรา" นายสุเมธ กล่าว

ทั้งนี้ ณ เดือน ก.ย.53 บริษัทมียอดขายจากโครงการพออยู่พอกินฯ จำนวน 1,351 ไร่มูลค่า 379 ล้านบาท ส่วนยอดขายจากโครงการที่ดินเกษตรกรรมเพื่อพืชเศรษฐกิจ บสก.มีจำนวน 2,817 ไร่ เป็นมูลค่า 252 ล้านบาทจ่อขายหลักทรัพย์ประเภทหุ้นกว่า 435.4 ล.

สำหรับแผนการบริหารจัดการหุ้นที่ บสก.ถือครองจากการตีโอนทรัพย์ชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้มาแล้วนั้น มีอยู่ในพอร์ตมูลค่ารวมกว่า 435.46 ล้านบาท ได้แก่ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)APRINT จำนวนถือครอง 5,863,158 หุ้น ถือครอง 2.93% ราคาปิด (22 ธ.ค. 53) 12.20 บาทมูลค่ารวม 71,530,527.60 บาท, บริษัท จี เจ สตีลจำกัด (มหาชน) GJS ถือครอง 273,395,666 หุ้นถือครอง 0.69% ราคาปิด 0.25 มูลค่ารวม68,348,916.60 บาท, บริษัท จี สตีล จำกัด(มหาชน) GSTEEL ถือครอง 151,250,000 หุ้น ถือครอง 0.92% ราคา 0.70 บาท มูลค่ารวม105,875,000.0 บาท

บริษัท เอ็ม ดี เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) MDX ถือครอง 21,606,850 หุ้น ถือครอง 4.54% ราคาปิด 4.42 มูลค่ารวม 95,502,277.0 บาท, บริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) KMC ถือ37,027,000 หุ้น 4.21% ราคาปิด 0.53 มูลค่า19,624,310.0 บาท และบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) NWR ถือครอง4,243,495 หุ้น ถือครอง 0.27% ราคาปิด 0.72 มูลค่ารวม 3,055,316.40 บาท

"การขายหุ้นนั้น บสก.จะพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานและผลการดำเนินงานของบริษัทฯเป็นหลัก ตลอดจนราคาที่ซื้อขายในกระดานรวมทั้งอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล" ระบุดอกเบี้ยขึ้นกระทบคนผ่อน

นายสุเมธกล่าวถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในปี 54 ว่า การปรับขึ้นจะส่งผลกระทบต่อค่างวดหรือค่าผ่อนส่งของผู้ซื้อบ้านให้เพิ่มขึ้นประมาณ 3% ทั้งในกลุ่มผู้ซื้อบ้านเก่าและบ้านใหม่ แต่ถือว่ายังอยู่ในระดับที่รับได้ขณะเดียวกันการขึ้นและลงของอัตราดอกเบี้ยจะมีผลต่อกำลังซื้อเช่นกัน

"ดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น จะมีผลแน่นอนต่อผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน ดังนั้น ผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง และมีกำลังซื้อไม่สูงมากนักนั้น อสังหาฯมือสองหรือตลาดบ้านมือสองถือเป็นทางเลือกหนึ่ง เนื่องจากราคาไม่สูงนัก อย่างไรก็ดี ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมาสถานการณ์ตลาดบ้านมือสองค่อนข้างทรงตัวจากปีที่แล้ว แม้ว่าจะมีปัจจัยลบด้านการเมืองทำให้เกิดการชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยทั้งนี้ หลังจากที่มีการบังคับใช้ LTV แล้ว คาดว่าในปี 54 ตลาดจะค่อยๆ ปรับตัวกลับเข้าสู่สมดุล และในอนาคตน่าจะทำให้ตลาดบ้านมือสองน่าจะขยายตัวได้ดีมากยิ่งขึ้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ