Loading

หวั่นพันธบัตรขายยาก อสังหาฯ จุกพิษดอกเบี้

วันที่ : 11 ธันวาคม 2553
หวั่นพันธบัตรขายยาก อสังหาฯ จุกพิษดอกเบี้ย

          นายสุวิชญ โรจนวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น หลังจากปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและการจ่ายโบนัสให้ข้าราชการเดือน เม.ย. ที่จะถึงรวมทั้งสินค้าราคาแพงขึ้น ทำให้ สบน. เห็นว่าเป็นช่วงที่เหมาะสมในการทดลองออกพันธบัตรจ่ายผลตอบแทน โดยอ้างอิงจากอัตราเงินเฟ้อ (ไอแอลบี) โดยอยู่ในแผนการออกพันธบัตรกู้เงินชดเชยการขาดดุลงบประ มาณปี 54 แต่เบื้องต้นอาจจะออกแค่หลักพันล้านบาทก่อนเพราะเป็นพันธบัตรชนิดใหม่ จึงยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดมากน้อยแค่ไหน

 

          สำหรับพันธบัตรอ้างอิงอัตราเงินเฟ้อดังกล่าวนี้ ผู้ลงทุนจะได้รับประโยชน์เท่าเดิม ไม่ว่าเงินเฟ้อจะขึ้นหรือลง เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับนั้น จะสูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างแน่นอน โดยตั้งเป้าหมายจะขายให้นักลงทุนทั่วไปก่อน ซึ่งจะขายให้นักลงทุนประเภทสถาบัน และ พันธบัตรมีอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ส่วนสาเหตุที่ออกไม่มากนัก เพราะพันธบัตรดังกล่าวจะบริหารจัดการลำบากในการตั้งงบประมาณ เพื่อจ่ายดอกเบี้ยแต่ละปี จะขึ้นลงไม่เท่ากันตามเงินเฟ้อ

 

          “พันธบัตรอ้างอิงตามเงินเฟ้อ สบน. คิดมาตั้งแต่ปีก่อน แต่สถานการณ์ยังไม่เอื้อ อำนวย ขณะนี้มองว่าตลาดน่าจะเหมาะสม จึงอาจเร่งออกให้เร็วขึ้น ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์วงเงินแสนล้านบาท กำหนดดอกเบี้ยกว่า 4% นั้น ไม่ถือว่าจ่ายสูงเกินไป เพราะดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น อีกทั้งภาคเอกชนเองมีการออกหุ้นกู้ระดมทุนจำนวนมาก โดยให้ดอกเบี้ยจูงใจถึง 6% หากพันธบัตรรัฐบาลให้ดอกเบี้ยต่ำ อาจจะไม่ได้รับความสนใจ ทั้งนี้ ดูได้จากพันธบัตรออมทรัพย์ที่นำไปจัดจำหน่าย ในงานเซ็ตอินเดอะซิตี้รุ่น 2 ปีดอกเบี้ย 2% ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร”

 

          อย่างไรก็ตามการออกพันธบัตรออม ทรัพย์แสนล้านบาทนั้น ต้องรอให้มีการกู้เงินในโครงการไทยเข้มแข็งดำเนินการให้แล้วเสร็จ และเบิก จ่ายเงินครบตาม  จำนวนก่อน จึงจะออกพันธบัตร เพื่อนำเงินมาจ่ายคืนส่วนที่ สบน. ระดมเงินที่มีต้นทุนสูงกว่า ซึ่งน่าจะไม่ต่ำกว่า 3 เดือนข้างหน้า โดยส่วนของการกู้เงินไทยเข้มแข็งยังเหลืออีก 30,000 ล้านบาทน่าจะดำเนินการได้ภายในสัปดาห์หน้า โดยจะใช้รูปแบบเดิมวงเงิน 30,000 ล้านบาทก่อนหน้านี้ ที่ให้ธนาคารพาณิชย์ไทยเข้ามาแข่งขันเสนอดอกเบี้ย ซึ่งมี 5 ธนาคารขนาดใหญ่ ที่ได้รับการคัดเลือก ดอกเบี้ย 2.20% และเป็นครั้งแรกที่ธนาคารคิดดอกเบี้ยไบบอร์บวก เนื่องจาก ดอกเบี้ยในตลาดขยับขึ้นตามดอกเบี้ยนโยบาย (อาร์พี) ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แต่ยังถือว่ามีต้นทุนต่ำ

         ส่วนการใช้เงินในโครงการไทยเข้มแข็งน่าจะมีบางส่วนที่เบิกจ่ายปีหน้า โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขที่ปรับเปลี่ยนงบไปใช้ในการซ่อมแซมโรงพยาบาลที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมและจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ โดยหลังจากนี้กระทรวงการคลังจะว่าจ้างสถาบันการศึกษาให้เข้าไปประเมินการใช้เงินว่าตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่รายภาค รายจังหวัด และรายโครงการต่อไป

 

          นายไพโรจน์ สุขจัน ประธานกรรมการ บริษัท บัวทองพร็อพเพอร์ตี้ กล่าวถึง กรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับ ขึ้นดอกเบี้ย นโยบายครั้งล่าสุดอีก 0.25%  มาอยู่ที่ 2% ว่า มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในขนาดกลางและ ขนาดเล็กมากที่สุด เพราะผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายกลางและรายเล็กถูกคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อนำมาลงทุนโครงการใหม่ประมาณ 7-8% แตกต่างจากรายใหญ่ที่ถูกคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 3% เท่านั้น.

 

 ที่มา: www.dailynews.co.th

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ