Loading

อุ๋ย จี้เร่งสกัดเงินตปท.ไทยเสี่ยงฟองสบู่แตก

วันที่ : 28 ตุลาคม 2553
อุ๋ย จี้เร่งสกัดเงินตปท.ไทยเสี่ยงฟองสบู่แตก!

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่าเศรษฐกิจปี 2554 มีโอกาสจะโตได้ 5-6%แต่มีความเสี่ยงทั้งทางด้านการบริโภคในประเทศการใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนเอกชน และการส่งออก ซึ่งหากรัฐแก้ไขไม่ได้ จะไม่สามารถขยายตัวในระดับดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่หนักหนากว่าความเสี่ยงอื่นๆ คือความเสี่ยงเงินไหลเข้าประเทศ ตอนแรกตนก็ไม่ได้สนใจ จนนายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี มาทะเลาะกับ ธปท.จนต้องลงมาดู และพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ สหรัฐและยุโรปใช้นโยบายใส่เงินท่วมตลาด โดยดอกเบี้ยในสหรัฐและยุโรปต่ำมาก อยู่ที่0.25-0.125% และอาจจะเหลือ 0% ในเร็วๆ นี้ขณะที่ดอกเบี้ยตราสารหนี้ในไทย อยู่ที่ 3.0-3.5% ทำให้เงินไหลเข้ามาลงทุนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยตั้งแต่มิถุนายน-กันยายน2553 หรือเพียง 4 เดือน เงินไหลเข้าไทยถึง 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สูงเท่ากับที่ไหลเข้า

ตลอดปี2552 ที่ผ่านมา ธปท.ได้แทรกแซงไปแล้ว 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นอีก 2.50 บาท

""นายกรัฐมนตรีบอกว่า เราต้องปรับปรุงความสามารถทางการแข่งขัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องค่อยๆ ให้โอกาสในการปรับตัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือภายใน 4 เดือนค่าเงินแข็งค่าขึ้นมาก ถึง 7.5%หรือ 2.5 บาท รัฐบาลต้องใส่ใจความรุนแรงของปัญหา รัฐไม่รู้ความลึกของมัน ต้องเข้าใจว่าปัญหาหนักกว่าที่ภาคเอกชนจะปรับตัวได้ทัน เพราะเท่าที่ดูค่าเงินดอลลาร์คงต้องอ่อนค่าลงไปอีก ดังนั้นโอกาสที่เงินจะหยุดไหลเข้าคงไม่เห็น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเข้ามาช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท เพื่อให้ผู้ส่งออกปรับตัว เพราะถ้าให้แข็งค่าต่อไป จนผู้ส่งออกจะล้มระนาว ซึ่งเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีก 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปี""ม.ร.ว.ปรีดิยาธรระบุ

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า อยากเสนอรัฐบาลให้กันเงินที่จะไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ ด้วยการเก็บภาษีจากเงินต้นที่ไหลเข้ามา ในอัตราเท่ากับความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย หรือเก็บในอัตราที่น้อยกว่าก่อนก็ได้ เหมือนที่ประเทศบราซิลจัดเก็บ เพราะการเก็บในอัตราน้อยก่อนจะมีผลต่อจิตวิทยา ชะลอการไหลเข้าของเงินได้ แต่อย่าไปแตะเงินที่เข้ามาลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) และเงินที่ไหลเข้าตลาดหุ้น ค่าเงินก็จะไม่แข็งค่าขนาดนี้

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า ปัญหาสำคัญอีกเรื่องคือ จะเกิดสภาพคล่องมากมาย และเกิดปัญหา Asset price bubble หรือราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมากเป็นฟองสบู่ ทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์และในตลาดหุ้นที่ราคาหุ้นขึ้นไปถึง 30% จากระดับ 760 จุดในเดือนพฤษภาคม จนมาแตะระดับใกล้ 1,000 จุด ขณะนี้เกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ถึงขั้นแตกเพราะฟองสบู่ยังมีความเหนียวอยู่ แต่ตราบใดที่เงินทุนยังไหลเข้าแบบนี้ ความเหนียวก็จะบางลงและฟองสบู่แตกได้

""หุ้นค่อยๆ ขึ้น ราคาอสังหาริมทรัพย์เริ่มแล้วก็จะเริ่มเห็นลักษณะที่ตึงตัว เพราะได้กำไรง่ายๆจากตลาดหุ้นก็ไปเอาจองซื้ออสังหาฯ รัฐบาลจะต้องมองไกลมากกว่าวันต่อวัน ที่ออกมาพูดวันนี้เพราะเห็นตัวเลขนี้ชัดเจน ถ้าปล่อยไปก็จะเจอ 2 เด้ง มีความเสี่ยงรุนแรง ในเรื่อง Asset price bubble จะหนักขึ้นทั้งหุ้นและอสังหาฯ เป็นปีไหนคงตอบไม่ได้ อาจจะเป็นปีหน้าก็ได้ ถ้าปล่อยให้แตกก็จบ""

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐนั้น รัฐบาลตั้งงบฯเก่งแต่ใช้เงินไม่เก่ง เพราะมีคอร์รัปชั่นมากออกมาขัดกันไปหมด นายกรัฐมนตรีก็พยายามป้องกันปัญหา แต่พอไม่มีคอร์รัปชั่น เศรษฐกิจก็ไม่เดิน ดังนั้นรัฐบาลจะต้องจัดการให้เดินโดยที่ไม่มีคอร์รัปชั่น แม้จะยากแต่ก็ต้องทำ เพราะในปีหน้าภาคการส่งออกจะไม่ใช่พระเอก จึงจำเป็นต้องใช้การกระตุ้นจากรัฐบาลเป็นโจทย์ที่อยู่ในมือรัฐบาล เมื่อมีอำนาจที่จะทำก็ต้องทำให้ได้

นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล รองประธานคณะกรรมการบริหารการเงิน และกรรมการการลงทุนเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า การดูแลค่าเงินบาทคงต้องพิจารณาให้น้ำหนักความสำคัญระหว่างภาวะเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นจาก 3% เป็น3.5% รัฐบาลจะรับได้หรือไม่ เมื่อเทียบกับค่าเงินบาทที่เริ่มแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ จาก 33 บาท มาอยู่ที่30 บาท สุดท้ายภาระจะตกอยู่ที่เกษตรกรผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งจะต้องพิจารณาให้รอบด้าน

""ขณะเดียวกัน ธปท.มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 1.63 แสนล้านดอลลาร์ สูงกว่าต้นปีที่ 1.35 แสนล้านดอลลาร์หรือเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นมา 3 บาทต่อดอลลาร์เท่ากับว่า ธปท.จะขาดทุน 4.5 แสนล้านบาทแต่ในทุนสำรองไม่มีแต่เงินสกุลดอลลาร์ ยังมีเงินสกุลอื่นอีก 50% ดังนั้น ธปท.น่าจะขาดทุนประมาณ 2 แสนล้านบาท"" นายศุภรัตน์กล่าวและว่า ทุนสำรองที่มีอยู่มาก อยากเสนอให้ธปท.แบ่งเงินบางส่วนมาปล่อยกู้ให้รัฐบาลใช้ลงทุนสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ส่วนภาคเอกชนให้กู้ผ่านธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารของรัฐโดยกำหนดเงื่อนไขให้กู้เป็นเงินตราต่างประเทศเท่านั้น และให้ลงทุนในสินค้าทุนที่ต้องนำเข้าซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีต้นทุนต่ำ เกิดปัญหาหนี้สาธารณะลดน้อยลง รวมทั้งลดปัญหาเงินทุนไหลออก

วันเดียวกัน สถาบันศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ จัดเสวนา ""IMF's World Economic Outlook : Implications for Thailand and Asia""โดยนายโรเบอร์โต คาร์ดาเรลิ เศรษฐกรภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ถึง 7.5% ขณะที่ปี 2554 คาดว่าจะขยายตัว 4% เนื่องจากฐานที่สูงของปีนี้และการส่งออกยังมีความเสี่ยงจากการที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เริ่มลดลง อย่างไรก็ตาม ไทยควรใช้จังหวะช่วงที่เงินบาทแข็งสร้างอำนาจซื้อให้กับผู้บริโภคในประเทศและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระยะยาว

""ค่าเงินในเอเชียที่ปรับแข็งค่าก็น่าจะใช้จังหวะนี้นำเข้าสินค้าทุน เพราะขณะนี้สินค้าคงคลังเริ่มปรับลดลง น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ประเทศในเอเชียสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้นด้วย"" นายโรเบอร์โตกล่าว

ส่วนความเคลื่อนไหวค่าเงินบาทและดัชนีตลาดหลักทรัพย์วันเดียวกันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งสองตลาดต่างได้รับผลกระทบจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศว่าจะอัดฉีดเม็ดเงินแก้เศรษฐกิจสหรัฐน้อยกว่าที่คาด ทำให้ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 29.96-30.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากช่วงเปิดตลาดที่ระดับ 29.88-29.91 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนหันไปถือครองเงินดอลลาร์แทน เพราะเห็นว่าประกาศของเฟดแสดงว่าเศรษฐกิจสหรัฐไม่แย่อย่างที่คิด

อย่างไรก็ตาม ประกาศของเฟดดังกล่าวกลับส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแรงตามตลาดต่างประเทศที่กังวลมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องในสหรัฐยังไม่มีความชัดเจน แม้ว่าระหว่างวันดัชนีสามารถปรับขึ้นสูงสุดที่ระดับ 1,000.31 จุด ปรับขึ้น 4.27 จุด โดยดัชนีปิดตลาดที่983.96 จุด ลดลง 12.08 จุด หรือ 1.21%มูลค่าการซื้อขาย 32,134.72 ล้านบาทนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 158.76 ล้านบาท

นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยร่วงแรงเนื่องจากในช่วงบ่ายทางการเกาหลีใต้ได้ส่งสัญญาณจะออกมาตรการคุมเงินทุนไหลเข้าทำให้นักลงทุนกังวลว่าไทยอาจจะมีมาตรการควบคุมตามออกมาด้วย

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรระบุว่ามีสัญญาณฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ว่า เป็นข้อสังเกตที่ดี เพราะขณะนี้ภาวะเงินทุนที่ไหลเข้ามามีความเสี่ยงว่าอาจนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆเช่น หุ้นและอสังหาริมทรัพย์ จนทำให้ราคาสูงขึ้นจนเกินพอดี ประเด็นนี้ ธปท.จะติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะขณะนี้สินเชื่อมีกิจกรรมที่คึกคักมากขึ้น ทาง ธปท.ต้องดูแลให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจจริง และต้องดูการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ให้มีความระมัดระวังมากขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันมากจนเกิดการเก็งกำไร

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ