Loading

บาทแข็ง ฉุดส่งออกปี 54 แนวโน้มขยายตัวไม่ถึง10% รายได้รูปเงินบาท ติดลบ คลังนัดแบงก์ชาติหารืออี

วันที่ : 24 ตุลาคม 2553
บาทแข็ง ฉุดส่งออกปี 54 แนวโน้มขยายตัวไม่ถึง10% รายได้รูปเงินบาท ติดลบ คลังนัดแบงก์ชาติหารืออีก

         กสิกรไทยชี้"บาทแข็ง"กดดันมูลค่าการส่งออกของไทยในปีหน้าหนัก ด้าน"คลัง" ระบุต่างชาติ โยกเม็ดเงินลงทุนจากตราสารหนี้ระยะยาวหันมาลงทุนระยะสั้น เตรียมหารือ"แบงก์ชาติ"จับตาใกล้ชิด ยันไม่หนุน "ทอท.-รฟม."เร่งชำระหนี้คืนญี่ปุ่น อ้างเงินเยนแข็งกว่าไทย

 

          บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงาน สถานการณ์การส่งออกของไทยว่า ต่อจากนี้เป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด ภายใต้กระแสการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อทิศทางค่าเงินบาทให้มีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2554 จากที่ขณะนี้แข็งค่าขึ้นมาแล้ว 12% นับตั้งแต่สิ้นปี 2552

 

          ทั้งนี้ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกของไทยปี 2554 ในรูปของเงินดอลลาร์จะมีอัตราการขยายตัวเพียง 6-10% โดยคาดว่า เงินบาทเฉลี่ยครึ่งแรกของปี 2554 มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น 13-15% ซึ่งจะทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยในรูปของเงินบาทอาจติดลบในช่วงท้ายปี หรือตลอดช่วงครึ่งแรกของปี 2554 ขณะที่การส่งออกในรูปปริมาณยังคงขยายตัวเป็นบวก

 

          "หากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ นโยบายของทางการที่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งปัจจัยด้านราคาไม่เปลี่ยนจากปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ การส่งออกคิดเป็นมูลค่าเงินบาท ก็มีโอกาสติดลบได้"ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ

 

          ขณะที่ นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า สถานการณ์เงินทุนไหลเข้าขณะนี้ พบว่าต่างชาติมีการโยกย้ายเม็ดเงินไปลงทุนในตลาดเงิน ระยะสั้นมากขึ้น เช่น การลงทุนในตั๋วเงินหรือพันธบัตรอายุต่ำกว่า 1 ปี เมื่อเทียบจากช่วง 3 เดือนก่อนหน้านี้ที่เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่จะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ที่เป็นการลงทุนระยะยาวเป็นสัดส่วนถึง 95% โดยปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ลดลงเหลือประมาณ 70% แล้ว และมีแนวโน้มลดลงไปอีก ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงต้องหารือกันอีกครั้ง เพื่อหามาตรการดูแลต่อไป

 

          ส่วนการชำระหนี้คืนต่างประเทศ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ให้ สบน. ไปพิจารณาว่าจะลดภาระเงินกู้ในช่วงภาวะค่าเงินบาทแข็งค่าได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ สบน. ได้พิจารณาแล้ว พบว่ามีเงินกู้สกุลเงินดอลลาร์อยู่ประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่พอจะคืนก่อนกำหนดได้ จะได้เจรจากับแหล่งเงินกู้ต่อไป อย่างไรก็ดีหนี้ต่างประเทศของรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่เป็นของ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่นำมาลงทุนรถไฟฟ้า และของ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท.ที่นำมาลงทุนสนามบินก่อนหน้านี้ เป็นหนี้เงินเยนที่แข็งค่ากว่าเงินบาทของไทย จึงอาจไม่เหมาะสมที่จะคืนหนี้ดังกล่าวในช่วงนี้

 

          ด้านนายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ได้มีการหารือกับ กรมศุลกากร และ กรมสรรพากร เกี่ยวกับการหามาตรการ ลดผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า อย่างไรก็ตามในประเด็นลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร เหลือ 0% จากปัจจุบันที่ 1-3% รวมถึงการหักค่าเสื่อมได้ 100% เพื่อแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่านั้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปใดๆที่ชัดเจน เนื่องจากยังอยู่ระหว่างกระบวนการในการเก็บรายละเอียดและศึกษาข้อมูลเพิ่ม เติมว่า หากมีการประกาศใช้มาตรการดังกล่าวจริงจะมีผลกระทบต่อแนวโน้มรายได้ ภาพรวมการลงทุน และจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการได้มากน้อยเพียงใด

 

ที่มา: http://www.naewna.com

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ