Loading

กนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ย1.75

วันที่ : 21 ตุลาคม 2553
กนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ย1.75%

          กนง.ยันคงดอกเบี้ยนโยบาย 1.75 เพื่อรอประเมินสถานการณ์ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ปัดการเมืองกดดันกรณีบาทแข็ง ชี้ดอกเบี้ยไทยยังเป็นขาขึ้น พร้อมประเมินผลกระทบ 28 ต.ค.นี้

 

          เมื่อวันที่ 20 ต.ค.53 นายไพบูลย์กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตร (อาร์พี) ระยะ 1 วันหรืออัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เนื่องจาก กนง.เห็นว่าปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกมีความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังต่อไป

 

          อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่คาดว่าจะชะลอลงบ้างในช่วงต่อไป โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ และญี่ปุ่นมีความเปราะบางจากการบริโภคที่ยังฟื้นตัวช้า และปัญหาการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปยังมีความเสี่ยงจากการปรับลดการขาดดุลการคลังในปีหน้า สำหรับเศรษฐกิจเอเชียมีแนวโน้มขยายตัวดี โดยการบริโภคและการลงทุนมีมาก รวมถึงเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้จากแรงขับเคลื่อนของอุปสงค์ในประเทศ

 

          ทั้งนี้ ความเสี่ยงจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกอาจมีผลต่อแนวโน้มการส่งออกของไทย ซึ่งผลในการหารือพบว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกันและพิจารณาปัจจัยต่างๆอย่างละเอียดเพื่อบรรลุเป้าหมายของการดำเนินนโยบายการเงิน ทั้งด้านเสถียรภาพราคา การป้องกันไม่เกิดความไม่สมดุลในภาคการเงิน

 

          "ภายใต้วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นภาวะแวดล้อมของเศรษฐกิจโลก ที่เริ่มชะลอตัวลงและความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก ที่เพิ่มขึ้นจากการประชุมครั้งก่อนกนง.จึงมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยเพื่อรอประเมินสถานการณ์และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ให้มีความชัดเจนขึ้น"

 

          นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังอยู่ภายใต้วัฏจักรขาขึ้นโดยอัตราดอกเบี้ยในระดับ 1.75% ยังไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยในระดับปกติ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยปีนี้มีการขยายตัวสูง ดังนั้น การที่อัตราดอกเบี้ยแท้จริงยังติดลบอยู่ จึงไม่น่าจะเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจไทย ดังนั้นช่วงระยะเวลาที่จะกลับเข้าสู่ระดับปกติ จะต้องระมัดระวังที่จะให้เศรษฐกิจปรับตัวได้และต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงของปัจจัยภายนอกด้วย

 

          ขณะเดียวกัน การชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ความสามารถในการบรรลุเป้าหมาย การรักษาเสถียรภาพด้านราคาถูกกระทบ โดย กนง.ยังคงยึดเป้าหมายการดูแลเสถียรภาพด้านราคาต่อไป แต่ถือเป็นการรอบคอบที่จะรอประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจให้มีความชัดเจนขึ้น

 

          นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า การตัดสินใจชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้กนง.ไม่ได้นำปัจจัยเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนมาเป็นประเด็นหลักในการพิจารณา โดยอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ กนง.ใช้เพื่อติดตามว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อให้เป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่แต่ไม่ใช่เป้าหมายของการดำเนินนโยบายการเงิน อีกทั้งในการประชุมครั้งนี้ไม่ได้มีการหารือถึงเรื่องมาตรการเพิ่มเติมที่จะนำมาใช้ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น

 

          "การไม่ขึ้นดอกเบี้ยเป็นเพราะเงินเฟ้อไม่ใช่เรื่องการเมือง หรือเรื่องเงินไหลเข้าอัตราแลกเปลี่ยนไม่ใช่เป้าหมายของนโยบายการเงินหลักของแบงก์ชาติ เพียงแต่ดูผลทางอ้อมที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อหรือไม่ การปรับดอกเบี้ยในภาวะที่เศรษฐกิจเป็นแบบนี้ต้องมีความระมัดระวังผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยด้วย ไม่ใช่ว่าเราวางเข็มไว้แล้วก็ต้องวิ่งตามนี้"

 

          อย่างไรก็ตาม การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศเกิดจากปัญหาสภาพคล่องที่มีท่วมโลก ดังนั้น ไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยจะเป็นอย่างไร ปัญหานี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไป เนื่องจากเป็นปัญหาระดับโลกไม่ใช่ปัญหาของไทยประเทศเดียว โดยต้นเหตุที่เงินทุนไหลเข้า เป็นเพราะสภาพคล่องที่ท่วมโลกซึ่งเป็นปัจจัยที่จะอยู่กับเราต่อไป ไม่ว่าดอกเบี้ยจะสูงหรือต่ำ การแก้ปัญหาก็คือ การปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่น

 

          อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 28 ต.ค.นี้ ธปท.จะมีการประเมินอัตราการเติบโตตามปัจจัยการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่มีเข้ามากระทบหรือมีผลต่อเศรษฐกิจไทยจากปัจจุบันที่ ธปท.มองว่าเศรษฐกิจปีนี้น่าจะโตได้ที่ระดับ 6.5-7.5% และปีหน้าที่ 3-5%

 

          ด้านบรรยากาศการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปิดตลาดที่ 988.11 จุด ลดลง 1.16 จุด มูลค่าการซื้อขาย 26,605 ล้านบาท โดยตลาดหุ้นไทยปรับลงน้อยกว่าตลาดภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากที่จีนที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึงร้อยละ 0.25 และมีผลทำให้ราคาน้ำมันและราคาทองคำปรับลงอาจเป็นเพราะคณะกรรมการนโยบายการเงินคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ร้อยละ 1.75 ทำให้นักลงทุนเก็งกำไรเข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มใหญ่

 

          นักบริหารเงินธนาคารซีไอเอ็มบีไทยกล่าวว่า เงินบาทปิดอยู่ที่ระดับ 29.92/94 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวแข็งค่าจากเปิดตลาดช่วงเช้าที่ระดับ 30.03/05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ทิศทางการเคลื่อนไหวในช่วงเช้าแกว่งตัว ปรับตัวแข็งค่าและอ่อนค่าสลับกัน แต่ตกช่วงบ่ายหลังมีมติคณะกรรมการนโยบายการเงินออกมาแล้วเงินบาททยอยปรับตัวแข็งค่าต่อเนื่อง

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ