Loading

UOB เร่งโละเอ็นพีเอ ปีนี้ปล่อยของ 2 พันล.

วันที่ : 2 สิงหาคม 2553
UOB เร่งโละเอ็นพีเอ ปีนี้ปล่อยของ 2 พันล.

นางสาววจี ประมวลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานบริหารสินทรัพย์พิเศษ ธนาคารยูโอบี (UOB) เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้คนชะลอการตัดสินใจซื้อสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) ออกไป อย่างไรก็ดี หลังจากเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา สัญญาณความต้องการซื้อบ้านและสินทรัพย์เอ็นพีเอมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น เนื่องจากที่อยู่อาศัยเป็นการลงทุนที่ดีกว่าเงินฝาก ประกอบกับลูกค้าสามารถขายต่อได้

สำหรับภาพรวมเอ็นพีเอทั้งระบบ มีแนวโน้มลดลง โดยปัจจุบันสินทรัพย์เอ็นพีเอทั้งระบบมีอยู่ประมาณ 200,000 ล้านบาท เป็นส่วนของธนาคารยูโอบีประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนเป็นบ้านที่อยู่อาศัยประมาณ 40% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 20% ของทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมด ขณะที่อีก 60% เป็นที่ดินเปล่าเพื่อการลงทุน และเป็นสินทรัพย์ชิ้นใหญ่ๆ

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ธนาคารสามารถขายเอ็นพีเอออกไปแล้ว 1,000 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปีจะสามารถขายเอ็นพีเอได้ทั้งหมด 2,000 ล้านบาท ส่งผลให้ระดับเอ็นพีเอลดลงมาอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ซึ่งเอ็นพีเอจำนวนที่เหลือ ธนาคารตั้งเป้าขายออกให้หมดภายในปี 2556-2557 โดยจัดการบริหารเอง ไม่ขายให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์

แนวโน้มเอ็นพีเอโดยรวมลดลงมาอย่างมาก ในอดีตตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 สินทรัพย์เอ็นพีเอพีทั้งระบบพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 20% ของพอร์ตสินเชื่อรวม ปัจจุบันทั้งระบบเฉลี่ยอยู่ที่ 5% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้นมาก ทำให้คนมีเงินชำระสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เป็นปกติ ทำให้หนี้เสียมีน้อย ทรัพย์เอ็นพีเอก็ลดลงไปด้วย เพราะเอ็นพีเอส่วนใหญ่เกิดจากภาวะฟองสบู่ ลูกค้าไม่มีความสามารถชำระหนี้ จึงต้องปล่อยให้แบงก์โอนยึดทรัพย์ไป แต่ปัจจุบันทุกอย่างดีขึ้น ทำให้แนวโน้มเอ็นพีเออยู่ในช่วงขาลงนางสาววจี กล่าวและว่า

สำหรับแนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัยในระยะต่อไป ธนาคารมองว่าความต้องการที่อยู่อาศัยจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งคนทั่วไปมีความต้องการซื้อตลอดเวลา แต่ปริมาณจะขายได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งที่ผ่านมาในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว สถาบันการเงินต่างก็ระมัดระวัง ทำให้การซื้อบ้านลดลงไปด้วย

ขณะที่สินทรัพย์ที่มีราคาตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ความต้องการก็มีมากเช่นกัน เนื่องจากคนที่มีเงินในกระเป๋าและค่อนข้างมีฐานะต้องการซื้อเพื่อการลงทุน แต่ปัญหาในกลุ่มสินทรัพย์ประเภทนี้ จะมีการต่อรองราคาลดลงมามาก ทำให้การซื้อขายไม่รวดเร็วเหมือนการซื้อบ้านราคาทั่วไป ทั้งนี้ สัดส่วนการซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยมีประมาณ 90% และซื้อเพื่อการลงทุนมีประมาณ 10%

ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่ใช้คิดสำหรับสินทรัพย์เอ็นพีเอนั้น ธนาคารต้องทำโปรแกรมอัตราดอกเบี้ยพิเศษในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น โดยในช่วงปีแรกกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ เนื่องจากลูกค้าจะได้รู้ว่าต้องใช้เงินซื้อสินทรัพย์เป็นจำนวนเท่าใด และเชื่อว่าในตลาดเอ็นพีเอปัจจุบันไม่มีสถาบันการเงินแห่งใดคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่เกิน 1 ปีแน่นอน

ทั้งนี้ ธนาคารได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ “Shock Price ถล่มราคา บ้านคุณภาพ ล็อตสุดท้ายโดยคัดเลือกบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮ้าส์ในโครงการคุณภาพ จำนวนกว่า 37 รายการ รวมมูลค่ากว่า 80 ล้านบาท นำมาลดราคาพิเศษสูงถึง 30% โดยรายการที่ให้ส่วนลดสูงสุด ลดลงถึง 1.9 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการลดราคาครั้งแรกในรอบปี 2553

สำหรับผู้สนใจซื้อสินทรัพย์เอ็นพีเอ ธนาคารให้วงเงินกู้สูงสุด 90% ของราคาซื้อขาย อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 0.59% ในเดือนที่ 1-3 และ 2.19% ในเดือนที่ 4-12 จากนั้นในปีที่ 2-3 ติดอัตราดอกเบี้ย MLR-1.25% หลังจากนั้น MLR-1.00% ตลอดอายุสัญญา นอกจากนี้ ลูกค้าที่ซื้อสินทรัพย์มูลค่าเกินกว่า 2 ล้านบาท จะได้รับประกันภัยแบบบ้านอุ่นใจ ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองจากการโจรกรรม ความคุ้มครองอัคคีภัย จากบริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์

ที่มา : หนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจ 2001

 

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ