Loading

บสก.ขอขึ้นแบงก์ เน้นพัฒนาหนี้เน่า เชื่ออสังหาฯโ

วันที่ : 31 มีนาคม 2553
บสก.ขอขึ้นแบงก์ เน้นพัฒนาหนี้เน่า เชื่ออสังหาฯโต

นาย บรรยง วิเศษมงคลชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) กล่าวถึงกรณีที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูการพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น บสก.100 % จะต้องปิดตัวลงภายในปี 2556 นั้น

โดยส่วนตัวแล้ว มีแนวคิดต้องการให้ บสก. ยกระดับเป็นธนาคารพัฒนาสินทรัพย์ โดยมีหน้าที่หลักในการแก้ปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีเอ) และสินทรัพย์รอการขาย ( เอ็นพีแอล) ในระบบโดยปัจจุบัน บสก. มีสาขาอยู่ 25 แห่ง ทั่วประเทศ  มีระบบบริหารจัดการกระบวนการแนวคิดในการแก้ปัญหาหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ และถือว่ามีความพร้อมอยู่มาก ดังนั้น จึงเชื่อจะสามารถจัดการหนี้ทั้งระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แม้แนวคิดดังกล่าวจะยังไม่สามารถเกิดภายใน 2-3 ปี แต่ก็อยากฝากถึงรัฐบาลว่าสามารถใช้ บสก. ในการแก้ปัญหาหนี้ทั้งในระบบในประเทศไทยได้ แต่ทั้งนี้อยากให้บสก. เป็นบริษัทเอกชนไม่ควรเป็นหน่วยงานของรัฐ เพราะจะทำให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากกว่า

ปัจจุบัน บสก. มีเอ็นพีเออยู่ที่ 3.7 หมื่นล้านบาท และเอ็นพีแอลอยู่ที่ 2.3 แสนล้านบาท ทั้งนี้ในปี 2553 บริษัทตั้งเป้าซื้อเอ็นพีแอลเพิ่มเติมอีก 1.5 หมื่นล้านบาท  ส่วนเอ็นพีเอประมาณ 4 พันล้านบาท โดยในปีนี้ บสก. คาดว่าจะสามารถซื้อเอ็นพีแอลเข้ามาบริหารได้อีกประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการโอนหนี้มาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) และอีกส่วนเป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวรวมถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องการลดเอ็นพีแอลของระบบสถาบันการเงินเหลือต่ำกว่า 5 % จึงน่าทำให้สถาบันการเงินน่าจะมีการขายหนี้ออกมามากขึ้น

 

นาย บรรยง  กล่าวว่าภาพรวมการเติบโตของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2553 น่าจะเติบโตได้ดีกว่าปี 2552 ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกเริ่มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการที่รัฐบาลมีมติให้ต่ออายุมาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์จำนวน 2 มาตรการ ออกไปอีก 2 เดือน ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการโอน จาก 2% เหลือ 0.01% และค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01 % จากเดิมหมดอายุในวันที่ 31 พ.ค. 2553 อีกทั้งขณะนี้ ก็ไม่มีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบรุนแรงจึงเชื่อว่ามีโอกาสที่ภาคอสังหาฯจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม

 

คอนโดฯน่าจะเติบโตได้สูงขึ้นกว่าในช่วง2ปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยบวกรอบด้านทั้งดอกเบี้ยต่ำ แม้ทิศทาง จะอยู่ในช่วงขาขึ้นก็ตาม แต่คาดว่าไม่น่าปรับขึ้นเกิน 0.5% ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่อภาระการผ่อนชำระค่างวดของผู้บริโภคเพียง 4 % เท่านั้น ส่วนทิศทางเศรษฐกิจก็เริ่มดีขึ้น ขณะที่มาตรการภาษีภาคอสังหาฯ ที่ต่ออายุเพิ่มอีก 2 เดือน ก็น่าจะทำให้ยอดการเติบโตด้านที่อยู่อาศัยดีขึ้น แต่ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวก็เป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ