Loading

กทม. ชี้อาคารร้างหมดสิทธิเกิด

วันที่ : 17 กุมภาพันธ์ 2553
กทม. ชี้อาคารร้างหมดสิทธิเกิด

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC)  เปิดเผยในงานสัมมนา สถานการณ์อาคารสร้างค้างว่าในปัจจุบันมีอาคารสร้างค้างเหลืออยู่ 205 อาคาร คิดเป็นพื้นที่ 4,969,538 ตร.ม. จากเดิมที่มีอยู่ 508 อาคาร เมื่อปี 2544 โดยมีอาคารที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ 178 อาคาร ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารหรือดัดแปลงอาคารสำหรับอาคารที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ พ.ศ. 2552 หรือกฎหมายนิรโทษกรรม และอีก 27 อาคารไม่สามารถดำเนินการต่อไปตามกฎหมายดังกล่าว

 

                โดยอาคารทีเหลืออยู่ 205 อาคาร นี้สามารถจำแนกได้เป็นอาคารที่พักอาศัย 158 อาคาร อยู่ในย่านบึงกุ่ม ดอนเมือง, อาคารสำนักงาน 20 อาคาร, อาคารพาณิชย์ 17 อาคาร, โรงพยาบาล 2 อาคาร, ห้างสรรพสินค้า 1 อาคาร และอื่นๆ อีก 7 อาคาร หากผู้ประกอบการอสังหาฯ ต้องการจะพัฒนาต่อกฏหมายได้กำหนดเงื่อนไขให้มีวุฒิวิศวกรที่สามารถดำเนินการก่อสร้างดัดแปลงได้ โดยนำหนังสือรับรองยื่นขออนุญาตใหม่ภายในระยะ 5 ปี ตั้งแต่ 4 พ.ย. 2552 - 4 พ.ย. 2557

 

                นายพินิต เลิศอุดมธนา วิศวกรโยธา 8 วช. กองควบคุมอาคาร สำนักงานโยธา กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กฏหมายนิรโทษกรรมนั้นให้สิทธิอาคารที่ได้รับนิรโทษกรรม คือ อาคารที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างตั้งแต่ 17 ก.พ. 35-7 ส.ค. 2543 และได้หยุดก่อสร้างเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2553 ขณะนี้ยังไม่มีใครขอใช้สิทธิมาต่ออายุใบอนุญาตดังกล่าว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเพิ่งมีประกาศใช้กฎกระทรวง และถือเป็นเรื่องที่ใหม่มาก

 

                อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ผู้ประกอบการจะซื้ออาคารไปพัฒนาต่อจะต้องตรวจสอบความเป็นมาของใบอนุญาตอย่างระเอียดควรพิจารณาในเรื่องของผังเมืองให้ดีว่าเป็นสีอะไร เนื่องจากในแง่ผังเมืองจะมองเรื่องความต้องการใช้ประโยชน์ในที่ดิน นอกจากนี้ยังต้องดูในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่กำหนดให้อาคารมีพื้นที่เกิน 4,000 ตร.ม. ต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งถ้าใบอนุญาตเก่าไม่ต้องขออนุญาตก็สามารถดำเนินการได้ตามเดิม

 

                นอกจากนี้นักลงทุนที่สนใจซื้ออาคารค้างจะต้องพิจารณาด้วยว่าใบอนุญาตนั้นก่อสร้างผิดแบบหรือไม่ เพราะหากผิดแบบแล้วผู้ซื้ออาคารไปก็จะต้องถูกดำเนินคดีด้วย ปัจจุบันมีอาคารขนาดใหญ่หลายแห่งอยู่ในทำเลดี ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเข้ามาสอบถามเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ด้วยเหตุผลของการติดคดีความหรือผิดแบบมาตั้งแต่เจ้าของเดิม

 

                รศ.ไตรรัตน์ จารุทัศน์ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อยากให้มีกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เข้ามาซื้ออาคาร โดยมีอาคาที่น่าสนใจอยู่ในย่านพระราม 3 คลองเตย และพหลโยธิน ซึ่งผู้ซื้อควรจะระมัดระวังในการซื้อโครงการที่มีพื้นที่เกิน 100,000 ตร.ม. ขึ้นไป เนื่องจากมีขนาดใหญ่ ต้องใช้เวลาในการดูดซับนานถึง 5 ปี จึงต้องแบ่งเฟสพัฒนา

ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ