Loading

รัฐดันอสังหาฯ โกอินเตอร์ดึง 3 แบงก์รัฐปล่อยกู

วันที่ : 12 กุมภาพันธ์ 2553
รัฐดันอสังหาฯ โกอินเตอร์ดึง 3 แบงก์รัฐปล่อยกู้

วานนี้ (11 ก.พ.) 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมบ้านจัดสรรและสมาคมอสังหาริมทรัพย์ จัดสัมมนาใหญ่ประจำปี 2553 อสังหาริมทรัพย์ ดัชนีหลักชี้เศรษฐกิจปี 2553 หัวข้อ  ""เจาะลึกนโยบายและกลยุทธ์อสังหาริมทรัพย์"" นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่มีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจ สร้างรายได้ปีละ 9 แสนล้านบาท คิดเป็น 10% ของจีดีพี ช่วยให้เกิดการจ้างงาน 3-4 ล้านคน/ปี ซึ่งรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุน ให้เกิดการลงทุนทั้งในประเทศ และการขยายการลงทุนไปต่างประเทศ

 

ดึง 3 แบงก์รัฐปล่อยกู้อสังหาฯ ไทยนอก

                รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจอสังหาฯ และภาคการก่อสร้าง ขยายไปตลาดต่างประเทศ เพราะปัจจุบันมูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกต่อปีมีสูงถึง 150 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้ 70 ล้านล้านบาท อยู่ในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง ประกอบกับในปี 2558 ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในประชาคมอาเซียน ดังนั้นภาคธุรกิจไทยควรมองการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ไทยมีความสามารถแข่งขันได้

 

                ที่ผ่านมาภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง ขยายการลงทุนในต่างประเทศเพียง 2 หมื่นล้านบาท ถือว่าน้อยมาก แต่จากนี้ไปเชื่อว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีของภาคธุรกิจการก่อสร้างไทย เห็นได้จากการที่รัฐบาลในหลายประเทศ ที่มีการเจรจาผ่านรัฐบาลไทย ต้องการให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนก่อสร้างที่อยู่อาศัย เช่น อินเดีย ลิเบีย บาห์เรน ไนจีเรียและเวียดนาม บาห์เรนต้องการให้ผู้ประกอบการไทยไปสร้างบ้าน 45,000 ยูนิตในราคา 5 ล้านบาท และมีความต้องการสร้างบูทีคโฮเต็ลจากไทยอีก 2 โครงการ โดยเร็วๆ นี้รัฐบาลกำลังจะจัดไปชมอสังหาฯ บาห์เรน ส่วนรัฐบาลไนจีเรีย ต้องการให้นำที่ดินไปพัฒนาบ้านสำหรับต่างชาติ ที่เข้าไปอยู่อาศัยในประเทศไนจีเรีย และประเทศเวียดนาม ต้องการให้เอกชนไทยเข้าไปพัฒนาที่ดิน 5,000-10,000 ไร่

 

                นายเกียรติ ยอมรับว่า ปัญหาของภาคเอกชนขณะนี้คือ ขาดแหล่งเงินทุน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้ให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า หรือเอ็กซิมแบงก์ เอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารกรุงไทย เป็นแหล่งเงินกู้ นอกจากนี้ยังมีธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ พร้อมให้ความร่วมมือปล่อยกู้ เพื่อนำเงินไปลงทุนในประเทศที่มีสาขาของธนาคารตั้งอยู่

 

ทบทวนต่อมาตรการภาษีอสังหาฯ

                ปัจจุบันรัฐบาลอยู่ระหว่างทบทวนข้อเสนอของภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการขยายเพดานการถือครองห้องชุดในคอนโดมิเนียมของต่างชาติให้มากขึ้น จากปัจจุบันให้ถือครองได้ 49% รวมถึงการพิจารณาว่าจะมีกฎระเบียบใดช่วยสร้างความมั่นใจให้ต่างชาติ ที่ต้องการเช่าที่ดินได้นานขึ้นกว่า 30 ปี  ส่วนมาตรการลดหย่อนภาษีและค่าธรรมเนียมการโอน ค่าจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดในเดือนมี.ค.นี้ แม้ว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการต่ออายุออกไปอีกหรือไม่ แต่หากพิจารณาถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจซึ่งเพิ่งเริ่ม มาตรการกระตุ้นจากภาครัฐยังถือว่ามีความจำเป็น

 

                นอกจากนี้ รัฐบาลมีนโยบายจะสนับสนุนภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และภาคการก่อสร้างในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คือ 1.การปรับกฎระเบียบโครงสร้างภาษี และผ่อนปรนกฎระเบียบบางประการ เพื่อส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติย้ายฐานมาตั้งบริษัทภูมิภาคในไทย ทำให้สามารถแข่งขันกับประเทศสิงคโปร์และฮ่องกงได้ 2.รัฐบาลจะมีมาตรการส่งเสริมธุรกิจด้านวิจัยและพัฒนา ให้เข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยต่อยอดภาคอุตสาหกรรมการผลิตไทยให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับตลาดโลกได้

 

                ขณะเดียวกัน จากการที่รัฐบาลได้มีการอนุมัติแผนแม่บทรถไฟฟ้า 12 เส้นทาง มูลค่าลงทุน 8 แสนล้านบาท เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมาเชื่อว่าผู้ประกอบการอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ จะได้รับผลดีจากแผนแม่บทดังกล่าว ปัจจุบันพบว่ามีโครงการอสังหาฯ อยู่ในแนวรถไฟฟ้าสายปัจจุบัน 23 โครงการ จำนวน 12,800 ยูนิต มีการขายไปแล้วกว่า 8,000 ยูนิต

 

เอกชนแนะเลิกเก็บค่าธรรมเนียมถาวร

                เวทีสัมมนาครั้งนี้ ภาคเอกชนส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้อง ที่จะให้รัฐบาลขยายมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะเป็นภาคธุรกิจเดียวที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ดีที่สุด และจากสถิติการออกมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจดังกล่าว ส่งผลให้ธุรกิจอสังหาฯ มีการขยายตัว และไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย เพราะปัจจุบันสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ จะสนับสนุนในโครงการที่มีความเป็นไปได้และมีศักยภาพทางการตลาด ความเสี่ยงต่ำ

 

                นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ยังเสนอปรับรื้อเกณฑ์การจัดเก็บค่าธรรมเนียม หรือภาษีใหม่เนื่องจากโครงสร้างการจัดเก็บภาษีในปัจจุบันมีความซ้ำซ้อน ทำให้ผู้บริโภคแบกภาระเพิ่ม เพราะในเชิงธุรกิจนั้น ผู้ประกอบการจะผลักภาระต้นทุนไปยังราคาขาย  การเมืองยังเป็นปัจจัยที่หลายฝ่ายกังวล แต่ก็มีปัจจัยบวกหลายด้านเป็นตัวเสริมให้ภาคอสังหาฯ ปีนี้ขยายตัวได้ รวมถึงมีการต่ออายุมาตรการค่าธรรมเนียมการ ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยน่าจะปรับขึ้นหลังไตรมาส 3 ปี 2553 ทำให้ช่วงนี้อัตราดอกเบี้ยต่ำยังเป็นตัวหนุนให้มีการซื้อที่อยู่อาศัยได้ แต่ยอมรับว่า ราคาบ้านอาจขยับสูงขึ้นได้ 5-6% เพราะวัสดุก่อสร้างเริ่มปรับสูงขึ้น

 

                ขณะที่นายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูลย์ ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย ให้ความเห็นสอดคล้องกับนายอิสระที่ระบุว่า ให้รัฐบาลยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์และควรใช้ระบบการจัดแบบแคปปิตอลเกณฑ์แทน

 

เชื่อรัฐต่อมาตรการภาษีอีก 1 ปี

                ด้านนายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า มั่นใจว่ารัฐบาลจะต้องขยายมาตรการภาษีออกไปแน่นอน เพราะหากรัฐบาลไม่ขยายมาตรการ ผู้บริโภคจะต้องซื้อที่อยู่อาศัยในราคาที่สูงขึ้น ประกอบกับปัจจัยลบจากอัตราเงินเฟ้อ แนวโน้มดอกเบี้ยปรับขึ้น จะทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลด

 

                นอกจากนี้ ยังเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ปรับเปลี่ยนการสนับสนุนบ้านบีโอไอใหม่ ให้สอดคล้องกับภาวะต้นทุนและภาวะตลาดในแต่ละพื้นที่เป็นตัวกำหนด ซึ่งเรื่องนี้นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า หลังจากที่บีโอไอได้ขยายเกณฑ์สนับสนุนการสร้างบ้านเพื่อผู้มีรายได้น้อย เฉพาะเขต 1 ไปเมื่อปีที่ผ่านมา ได้ผลการตอบรับดีขึ้น โดยหลัง 15 ก.ค.2552 มีจำนวนเอกชนที่ยื่นขอส่งเสริมเข้ามาทั้งหมด 9,785 ยูนิต ในขณะที่ก่อนหน้านี้ ช่วงเดือนม.ค-2552-15 ก.ค.2552 มียอดขอส่งเสริมเพียง 2,141 ยูนิต โดยสรุปยอดขอส่งเสริมทั้งปี 2552 มีจำนวน 11,916 ยูนิต สูงกว่าปี 2551 มีเพียง 6,507 ยูนิต

 

                จากกรณีที่มีผู้ประกอบการต้องการให้ขยายเกณฑ์ดังกล่าวไปยังเขต 2 และเขต 3 ด้วย โดยเฉพาะ 7 จังหวัดเมืองท่องเที่ยวที่มีผู้ประกอบการยื่นขอให้ขยายเกณฑ์ ประกอบด้วย ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี (พัทยา) ระยอง อยุธยา สุราษฎร์ธานี สงขลา (หาดใหญ่) ที่ผู้ประกอบการมองว่าราคาที่ดินสูงขึ้น ทำให้ไม่สามารถสร้างบ้าน 6 แสนบาทได้แล้ว ทางบีโอไอยืนยันว่าจะยังไม่พิจารณาขยายเกณฑ์ใหม่ไปยังเขต 2 และเขต 3 เพราะมองว่ายังสามารถหาที่ดินที่ทำบ้านราคา 6 แสนบาทได้

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ