Loading

อสังหาฯเฮรับ9มาตรการคลัง

วันที่ : 20 มกราคม 2553
อสังหาฯเฮรับ9มาตรการคลัง

          ลดซ้ำซ้อนมั่นใจรายได้ทะลุ

          เอกชนตีปีก “คลัง” ไฟเขียวดันพ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเอื้อประโยชน์ภาคเอกชนทำให้มีความชัดเจนในการจัดเก็บ ภาษี นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัด สรรชี้ปรับโครงสร้างภาษีอสังหาฯทั้งระบบลดความซ้ำซ้อน คาดประกาศใช้รายได้ทะลุเป้าเข้าคลังฯจากการที่รัฐบาลเดินหน้าผลักดันพ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่กำลังอยู่ระหว่างยื่นเสนอคณะรัฐมนตรีภายใน 1 เดือน เพื่อช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างความยุติธรรมในการจัดเก็บภาษี

          นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ที่นำมาใช้จัดเก็บนั้น รัฐบาลควรปรับโครงสร้างภาษีอสังหาริมทรัพย์ใหม่ทั้งระบบ เพื่อไม่ให้เกิดความ ซ้ำซ้อนในการจัดเก็บผู้ซื้อบ้านก็ไม่ต้องเสียภาษีหลายต่อ โดยทั้งนี้ 3 สมาคมอสังหาฯ จะเสนอเรื่องให้ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พิจารณานอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมาภาคธุรกิจอสังหาฯ ยังไม่ฟื้นตัว แม้ว่าตัวเลขที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนจะเพิ่มขึ้นจาก 74,000 ยูนิตในปี 50 เป็น 82,000 ยูนิตในปี 51 และในปี 52 มียอดจดทะเบียน 85,000 ยูนิต ซึ่งถ้าพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่าเป็นตัวเลขของบ้านเอื้ออาทรกว่า 10,000 ยูนิต นอกจากนี้ตัวเลข ของอาคารชุดยังเป็นยอดซื้อตั้งแต่ปี 49-50 ทำให้ยอดจดทะเบียนไม่ได้สะท้อนสภาพตลาดมากนัก ขณะที่ผลประกอบการของผู้ประกอบการรายใหญ่ 10 บริษัท อันดับต้นๆ มีอัตราการเติบโตขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการคอนโดฯ ส่วนผู้ประกอบการรายกลางเล็ก ที่พัฒนาที่อยู่อาศัย แนวราบกลับมีผลการดำเนินงานที่แย่ลง

          ด้านฝ่ายกฎหมาย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้สรุปการรับฟังความคิดเห็นการใช้ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่า ฐานการจัดเก็บภาษีที่ดินเชิงพาณิชย์ยังคงไว้ที่สูงสุดไม่เกิน 0.5% แม้ว่าจะมีบางพื้นที่มองว่าจะทำให้การจัดเก็บรายได้ในท้องถิ่นลดลง แต่คณะทำงานได้พิจารณาแล้วเห็นว่า 0.5% เป็นอัตราที่เหมาะสม ในพื้นที่ที่มีรายได้ลดลงอาจจะยังไม่รวมมูลค่าเครื่องจักร หากรวมเข้าไปรายได้ท้องถิ่นจะสูงขึ้น

          สำหรับที่ดิน 1 แปลง ที่ใช้ประโยชน์ หลายประเภท เช่น เปิดเป็นร้านค้า เก็บ สต็อกสินค้าและที่อยู่อาศัย จะจัดเก็บภาษีตามประเภทการใช้สอย 1 ส่วน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะเป็นผู้ประเมิน ซึ่งอาจจะยุ่งยากในปีแรก เพราะเป็นเรื่องใหม่ ส่วนเจ้าของที่ดินที่ให้เช่าพื้นที่เพื่อทำการเกษตร จะเสียภาษีในอัตราพื้นที่การเกษตรคือ 0.05% โดยเจ้าของที่ดินเป็นผู้ยื่นเสียภาษี ขณะที่รายได้จากการให้เช่าพื้นที่นั้นๆ จะถูกรวม ในการยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

          นอกจากนั้น ในส่วนของที่ดินของสถาบันการเงินที่ยึดมาจากการเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน กำหนดระยะเวลาผ่อนปรน 2 ปี เพื่อให้มีเวลาขายทอดตลาด หากไม่สามารถดำเนินการได้ภายในเวลากำหนดจะต้องเสียภาษีในอัตราที่ดินรกร้างว่างเปล่าในอัตรา 0.5% ขณะที่ฐาน ภาษีของที่ดินรกร้างว่างเปล่าจัดเก็บในอัตราเดิมคือ 0.5% และหากยังไม่ใช้ประโยชน์ภายใน 3 ปีจะปรับ 2 เท่า สูงสุด ไม่เกิน 2% ของฐานภาษี ซึ่งรวมถึงที่ดินรอการพัฒนา (แลนด์แบงก์) ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วย ดังนั้น บริษัท พัฒนาที่ดินไม่ควรเก็บสะสมที่ดินเปล่ามากเกินไป โดยถ้า พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีผลบังคับใช้ จะต้องอาศัยเวลา ในการปรับตัวไม่น้อยกว่า 2 ปี เพราะ ภาครัฐโดยกรมธนารักษ์ต้องประเมินที่ดิน รายแปลงจำนวน 30 ล้านแปลง ให้เสร็จสมบูรณ์ด้วย

          ส่วนกรณีราคาที่อยู่อาศัยรวมทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะยกเว้นให้กับบ้านที่มีราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท พบว่า ราคาบ้านในพื้นที่เมือง และชนบทจะต่างกัน โดยบ้านในชนบทอาจไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ ขณะที่บ้านในเมืองราคา 1 ล้านบาท มีจำนวนมาก ดังนั้นการยกเว้นจึงต้องระบุในพระราชกฤษฎีกา ภายหลังที่ออกเป็นกฎหมายมาแล้ว สำหรับเม็ดเงินรายได้ที่คาดจะจัดเก็บได้ หากเก็บเต็มเพดานทั้งหมดคาดว่าจะจัดเก็บได้ปีละ 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งในปีแรกๆ ถ้าเก็บได้ถึง 3 หมื่นล้านบาท ก็เกินเป้าแล้ว เพราะปัจจุบันภาครัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่อยู่ที่ 1.8-2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

  

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ