Loading

กคช.เข็นโปรเจ็กต์ร่วมทุนกับเอกช

วันที่ : 3 ธันวาคม 2552
กคช.เข็นโปรเจ็กต์ร่วมทุนกับเอกชน

นายศิริโรจน์    ชาวปากน้ำ   รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.)  เปิดเผยว่า การเคหะแห่งชาติ  มีแผนหารายได้เพิ่มนอกเหนือจากรายได้โครงการบ้านเอื้ออาทรในปี 2553  โดยตั้งเป้าไว้ 1,500 ล้านบาท โดยจะนำที่ดินของกคช. ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ในเคหะชุมชน - ที่ดินในโครงการบ้านเอื้ออาทรก็ดี ,ที่ดินเดิมเอามาจัดประโยชน์  เช่น  แบ่งขายเป็นแปลงๆ หรือเอามาร่วมลงทุนกับเอกชนหากอยู่ในทำเลที่ดี  โดยให้เอกชนเขียนโครงการมานำเสนอ และเขียนทีโออาร์ หรือ เงื่อนไขสัญญาว่าจ้างว่าร่วมกับการเคหะฯ

 

                อย่างไรก็ดีจะมีการแบ่งเปอร์เซ็นต์โดยการเคหะฯ อาจจะขอ 25% ของราคาที่ดิน ซึ่งจะเป็นลักษณะการมัดจำ  ส่วนเงินลงทุนที่เหลือ จะนำไปพัฒนา   ส่วนกำไรได้เท่าไร จะต้องนำมาแบ่งผลประโยชน์กัน  ""จ่ายค่าที่ดินมาแล้วแบ่งกำไรให้เอกชนลงทุนเป็นผู้ก่อสร้าง หาวิธีทำการตลาด ขายเสร็จเรียบร้อย หรือถ้าการตลาดไม่คล่องเราช่วยก็ได้  ถ้าเป็นที่ดินเปล่าคือ 1.ขายเลย 2.ร่วมลงทุน""

 

                สำหรับทรัพย์สินอีกประเภทหนึ่ง คือที่ดินในโครงการที่เราได้จัดเตรียมไว้สำหรับทำ   ประโยชน์ คือ พื้นที่ลานตลาด - ร้านค้า การเคหะฯ จะให้ผู้ประกอบการเข้ามาดำเนินการให้เร็วกว่าปกติ  โดยจะวางมาตรฐานไว้ว่า ที่ดินแต่ละโซนตารางวาละเท่าไหร่  หรือการจัดเคเบิลทีวี, การตั้งตู้น้ำดื่ม , การตั้งวินมอเตอร์ไซค์ รถบริการรับจ้าง  หรือร้านเซเว่นอีเลฟเว่น  จัดแผงลอยตลาดร้านค้า ซึ่งจะทำให้ การเคหะมีรายได้มากขึ้น

 

                รองผู้ว่าการการเคหะฯกล่าวต่อว่า หาก การเคหะฯ อนุมัติให้โครงการเร็วขึ้น และมีขั้นตอนที่สั้นจะส่งผลให้การเคหะฯมีรายได้เข้ามาเร็วขึ้นเช่นกัน ""อยากจะบอกเรื่องการจัดหารายได้ว่า  ตั้งเป้าไว้ปี 2553  ทั้งจากการขายที่ดิน  และการจัดประโยชน์จากพื้นที่  ประมาณ   1,500  ล้านบาทในปี 2553 กคช. ตั้งเป้ารายได้นอกเหนือจากการขายโครงการบ้านเอื้ออาทร เราต้องยอมรับว่ารายได้เราที่ได้จากการขายโครงการบ้านเอื้ออาทรไม่ใช่รายได้หลักที่เข้ามา กคช .ไม่ใช่กำไร"" ส่วนโครงการบ้านเอื้ออาทรปีที่ผ่านมา(2551) การเคหะฯ  ขายได้ 16,000 กว่าล้านบาท  แต่ได้นำรายได้ดังกล่าวไปชำระหนี้ทั้งหมด  ซึ่งต้องยอมรับว่ารายได้ที่เข้ามาจากการขายโครงการบ้านเอื้ออาทรไม่ใช่รายได้หลัก และไม่ได้กำไร เพราะขายได้ก็นำไปใช้หนี้

 

                นายศิริโรจน์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา การเคหะฯลงทุนโครงการบ้านเอื้ออาทรหลังละ  470,000 บาท  แต่ขายราคา 390,000 บาท ขาดทุน 80,000 บาทซึ่งต้องหาลูกค้ามาจองจริง  200 % ของจำนวนหน่วยในโครงการ แต่สร้างจริงเพียงครึ่งเดียว  พอดำเนินการจริงพบว่าผู้ประกอบการบางรายเป็นนายหน้า  ขณะเดียวกันผู้ประกอบการหลายรายเจอปัญหาสินค้า เชื้อเพลิง วัสดุอุปกรณ์ขึ้นราคา ก็หยุดก่อสร้าง  ทำให้บ้านเสร็จช้าเกินกว่ากำหนด  เมื่อส่งมอบบ้านให้ลูกค้าช้าทำให้ทิ้งโครงการไปซื้อที่อื่น  หรือบางรายถูกเลิกจ้างจากภาวะเศรษฐกิจก็หนี ส่งผลให้การเคหะฯได้รับผลกระทบดังกล่าว

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

 

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ