Loading

ทุ่ม 9 แสนล้านกระตุก GDP โต1

วันที่ : 31 สิงหาคม 2552
ทุ่ม 9 แสนล้านกระตุก GDP โต1%

          แบงก์รัฐได้ฤกษ์ดัน‘ฟาสต์แทร็ก’

          คลังเปิดตัวสินเชื่อฟาสต์แทร็ก ใช้กลไก 6 แบงก์รัฐอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 9 แสนล้านเข้าสู่ระบบเพิ่มสภาพ คล่อง คาดดัน GDP โตได้อีก 0.5-0.9% เป่านกหวีดปล่อยกู้พร้อมกันทั่วประเทศ 1 ก.ย.-31 ธ.ค.นี้ เผย 7 เดือนแรกแบงก์รัฐ ปล่อยกู้กว่า 6.2 แสนล้านบาท มั่นใจทั้งปีปล่อยสินเชื่อทะลุเป้า 9.27 แสนล้านบาท

          นายกรณ์ จาติกวณิช รมว. คลัง เปิดเผยความคืบหน้านโยบายอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ โดยระบุว่า การทำงาน ช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ สถาบัน การเงินเฉพาะกิจของรัฐ 6 แห่ง สามารถปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบ ไปแล้ว 622,000 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 99.5% จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 625,500 ล้านบาท จึงได้เพิ่มเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อให้อีก 361,500 ล้านบาท ซึ่งจึงทำให้ในปี 2552 สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะสามารถปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบได้ถึง 927,000 ล้านบาท

          รมว.คลัง ระบุว่า ที่ผ่านมามีปัญหาการปล่อยสินเชื่อออกสู่ระบบน้อย จึงต้องออกโครงการ “สินเชื่อฟาสต์แทร็ก” เพื่อให้ธนาคารรัฐร่วมกันผ่อนปรนเงื่อนไข และอนุมัติสินเชื่อได้อย่างรวดเร็วทั้งลดขั้นตอน อนุมัติสินเชื่อ หากมีความพร้อมด้านเอกสารและหลักประกันต่างๆ แต่ละแห่งจะอนุมัติสินเชื่อภายใน 3-7 วัน ช้าสุดไม่เกิน 21 วัน

          โครงการสินเชื่อฟาสต์แทร็กจะเริ่มปล่อยกู้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 มีเป้าหมายให้ธนาคารของรัฐร่วมกันปล่อยสินเชื่อ 927,000 ล้านบาท โดยจะมีการติดตามประเมินผลการปล่อยสินเชื่อทุกสัปดาห์ และคาดว่าจะทำให้มีผู้ได้รับสินเชื่อโครงการดังกล่าว 730,000 ราย ภายในปลายปีนี้ ทำให้เกิดเงินหมุนเวียน และมีผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ถึงร้อยละ 0.5-0.9 จนถึงปีหน้า

          โดยกระทรวงการคลัง ร่วมกับสถาบัน การเงินเฉพาะกิจของรัฐ 6 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ Exim Bank และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

          ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะดึงเงินจากโครงการลงทุนไทยเข้มแข็งเพิ่มทุนให้กับธนาคารรัฐทั้ง 6 แห่ง เพื่อให้มีทุนในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยจะเพิ่มให้กับเอสเอ็มอีแบงก์ 2,500 ล้านบาท บสย. 2,000 ล้านบาท ธ.ก.ส. 2,000 ล้านบาท ธอส. 3,000 ล้านบาท ธสน. 3,000 ล้านบาท

          “หากแบงก์เฉพาะกิจของรัฐสามารถปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมาย ถ้าคิดเป็นอย่างน้อยสามารถเบิกจ่ายได้ภายในสิ้นปีนี้คิดเป็น 70% ของเป้าหมาย ก็จะช่วยให้จีดีพี โตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 0.5-0.9% ได้แน่นอน” รมว.คลัง กล่าวนอกจากนี้ การเพิ่มเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อดังกล่าว จะทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น 730,000 ราย แยกเป็นเกษตรกร 175,000 ราย ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย 550,000 ราย ผู้ประกอบการ SMEs และท่องเที่ยว 3,000 ราย และผู้ส่งออกอีก 1,500 ราย

          นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง กล่าวว่า การปล่อยสินเชื่อดังกล่าวจะให้ผู้บริหารธนาคารรัฐมาร่วมกันติดตามประเมินผล โดยจะแยกบัญชีสินเชื่อฟาสต์แทร็กออกจากสินเชื่อทั่วไป หากมีปัญหาหนี้เสีย ธนาคาร ใดจะขอรับการชดเชยจากภาครัฐให้เสนอเรื่องมาพิจารณา สำหรับ บสย.ซึ่งได้ค้ำประกัน การปล่อยสินเชื่อจาก 20 ล้านบาท เป็น 40 ล้านบาทต่อราย ยกเว้นค่าธรรมเนียมค้ำประกันร้อยละ 1.75 ของวงเงินสินเชื่อในปีแรกจะเสนอให้ที่ประชุมครม.พิจารณาวันที่ 1 กันยายน 2552 นี้

          นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รักษาการผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส.กันเงินไว้รองรับโครงการดังกล่าว 22,000 ล้านบาท หากเป็นลูกค้าเก่าจะได้รับอนุมัติสินเชื่อไม่เกิน 5 วัน ลูกค้าใหม่ไม่เกิน 15 วันทำการ โดยจะมีการปล่อยสินเชื่อเงินด่วน สินเชื่อ 108 อาชีพ สินเชื่อเพื่อการรอขายผลผลิต คิดอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนกรณีพิเศษ

          ขณะที่นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่า ธนาคารได้จัดทำโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษการซื้อบ้านวงเงิน 10,000 ล้านบาท สำหรับลูกค้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนอีก 5,000 ล้านบาทสำหรับลูกค้าต่างจังหวัด คิดดอกเบี้ย 3 เดือนแรกเพียงร้อยละ 1.5 เดือนที่ 4-12 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.99 ต่อปี ส่วนปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ ลบร้อยละ 2 หากลูกค้าเตรียมเอกสารต่างๆ พร้อม สามารถอนุมัติได้ภายใน 7 วัน โดยจะเตรียมแนวทางการประเมินที่ดินให้มีความ พร้อม และลูกค้าที่โอนกรรมสิทธิ์ภายในสิ้นปีนี้จะได้รับลดหย่อนภาษีสูงสุด 300,000 บาทตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับเป้าหมายสินเชื่อเพิ่ม 80,000 ล้านบาท เน้นปล่อยสินเชื่อให้โครงการธนาคารประชาชน สินเชื่อธุรกิจห้องแถว ด้วยการลดการกรอกเอกสารต่างๆ จาก 8 หน้า เหลือ 2 หน้า สามารถอนุมัติสินเชื่อภายใน 3 วัน ด้วยการลดเงื่อนไขค้ำประกันจาก 3 คน เหลือ 1 คนเพียงมีอาชีพมีรายได้ นอกจากนี้ยังขยายวงเงินกู้สูงสุดถึง 100,000 บาท จากเดิมไม่เกิน 50,000 บาท ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 1 ต่อเดือน เหลือร้อยละ 0.5 ต่อเดือน

          นายอภิชัย บุญธีรวร กรรมการผู้จัดการ เอ็กซิมแบงก์ หรือธสน. กล่าวว่า ธสน. พร้อม ช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออกที่อาจมีความเสี่ยงจากการชำระเงินการซื้อสินค้าของต่างชาติล่าช้าหรือไม่ชำระเงิน ด้วยการค้ำประกันการส่งออก โดยจัดงานเอ็กซิมเครดิตฟาสต์แทร็ก เพื่อให้คำปรึกษาการทำธุรกิจครบวงจรให้กับผู้ส่งออก วันที่ 6 ก.ย.นี้ ซึ่งหากผู้ส่งออกขอสินเชื่อหมุนเวียนไม่เกิน 10 ล้านบาท และเอกสารพร้อม ธสน.จะอนุมัติสินเชื่อภายใน 5 วัน เกิน 10 ล้านบาท แจ้งผลภายใน 10 วัน ซึ่งขณะนี้สัญญาณการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศเริ่มดีขึ้น ทำให้ตัวเลขส่งออกปีนี้ไม่ติดลบมากเกินไปด้านธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ ibank กล่าวว่า ธนาคารอิสลามฯ เตรียมปล่อยสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคกรณีไม่ต้องประเมินราคาหลักทรัพย์อนุมัติสินเชื่อภายใน 3 วันทำการ โดยคิดอัตรากำไรและค่าธรรมเนียมสำหรับสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยด้วยต้นทุนที่ต่ำ สินเชื่อสำหรับบุคคลทั่วไป ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ปี 1-3 คิดอัตรากำไรร้อยละ 4.5 คาดว่าจะสามารถ ปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชน ทั่วไปมากขึ้น

 

          

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ