Loading

หวั่นภาษีที่ดินเป็นหมันรัฐผสมกม.เกิดยา

วันที่ : 31 สิงหาคม 2552
หวั่นภาษีที่ดินเป็นหมันรัฐผสมกม.เกิดยาก

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการในภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีความเกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบโดยตรงกับ พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเห็นร่วมกันคือการจะผลักดันภาษีดังกล่าวเป็นเรื่องยากเนื่องจากขณะนี้รัฐบาลเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคการเมือง ไม่ใช่รัฐบาลพรรคเดียวเหมือนเมื่อ 4-5 ปีก่อนหน้า อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้สูงที่จะยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ในช่วงต้นปีหน้า

 

              ดังนั้นแนวทางที่จะมีความเป็นไปได้มากสุดในการผลักดันคือ การนำภาษีโรงเรือน มาแก้ไขหรือปรับปรุงใหม่ โดยอาจจะมีการปรับลดอัตราการจ่ายภาษีลงเพราะอัตราเดิมที่ต้องจ่าย 12% ของค่าเช่ารายปีเป็นอัตราที่สูงเกินไป ทั้งนี้ทางผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ในนามสมาคมที่เกี่ยวข้องต่างๆ จะนำเรื่องนี้เข้าไปหารือกับทางสศค. อีกครั้งหนึ่ง

 

             

       นายสัมมา กล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ในช่วงครึ่งปีหลังตลาดระดับกลาง-ล่าง ไม่เกิน 3 ล้านบาท จะมีการแข่งขันที่ดุเดือดมาก เพราะเมื่อมีบ้านบีโอไอราคาไม่เกิน 1.2 ล้นบาท ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจะทำให้มีความสามารถในการแข่งขันสูง ซึ่งทั้งปี 52 คาดว่าตลาดจะติดลบ ประมาณ 3% อย่างไรก็ตาม ตลาดในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะปรับตัวดีขึ้นกว่าในครึ่งปีแรก และเชื่อว่าจะฟื้นตัวได้ชัดเจนในกลางปีหน้าโดยคาดว่าตลาดจะมีอัตราการเติบโตที่ไม่หวือหวาประมาณ 3-4%

 

              อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตลาดอสังหาฯตามเมืองท่องเที่ยวจะยังได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจในต่างประเทศยังไม่ฟื้นตัวเด่นชัด ทำให้ต่างชาติจะยังไม่เข้ามาซื้ออสังหาฯในช่วงนี้ ซึ่งมีผู้ประกอบการจำนวนมากโดยเฉพาะใน ภูเก็ต สมุย หัวหินชะลอการพัฒนาโครงการออกไป ในโครงการที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้

ก็จะปรับตัวด้วยการปรับขนาดลง เพื่อให้สามารถขายได้ในราคาที่ต่ำลง นอกจากนี้บ้านราคาแพงยังมีสัดส่วนที่ลดลงอีกด้วย อีกทั้งยังหันมาพัฒนาเพื่อกลุ่มลูกค้าคนไทยแทน

 

      

       ด้านนายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า 9 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประกอบด้วยสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สิน และ สมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น เตรียมส่งหนังสือนายสมชัย สัจจพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการผลักดันพ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ถึง เพื่อขอให้สศค. แยกนิยามคำจำกัดความระหว่างที่ดินและสิ่งปลูกใช้เพื่อการอยู่อาศัย และที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อการพาณิชย์ให้ชัดเจน เพราะการใช้ประโยชน์ต่างกันและมีผลต่อการเสียภาษีที่รัฐบาลจะทำการจัดเก็บตามกฎหมายใหม่ โดยที่อยู่อาศัยจะเสียภาษี 0.1% ในขณะที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อการพาณิชย์จะต้องเสีย0.5% ซึ่งฐานภาษีมีความแตกต่างกันถึง 5 เท่าตัว เพื่อไม่ให้กฎหมายมีปัญหาเมื่อนำมาบังคับใช้

 

      นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากกรณีกฎหมายภาษีที่ดินเลื่อนการเข้าคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมาจนทำให้ไม่ทันสภาสมัยประชุมนี้ โดยคาดว่าน่าจะใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ จึงจะเสนอ ครม.อีกครั้ง ส่วนกฎหมายจะมีผลบังคับใช้หรือไม่เมื่อไร ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทางการเมือง แต่เพดานการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขยายขึ้นนั้น เป็นไปตามความคิดเห็นที่ สศค.ได้เดินสายรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศ ซึ่งเห็นว่า การจัดเก็บในอัตรา 0.5% นั้นต่ำเกินไปไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน

 

      

       ""กระแสต่อต้านจากผู้ที่ได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่านโยบายในทางการเมืองว่าจะเอาอย่างไร จะเลือกเอาคะแนนนิยมหรือเลือกกรอบคววามยั่งยืนทางการคลัง"" นายเอกนิติกล่าวและว่า ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ขยายเพดานอัตราภาษีที่ดินเชิงพาณิชย์ปรับจาก 0.5% เป็น 1.5% ซึ่งเป็นเพียงกรอบเพดานเท่านั้น อัตราการจัดเก็บภาษีจริงขึ้นกับคณะกรรมการกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเป็นผู้กำหนดอัตรากลาง

 

      

       ทั้งนี้ กรอบในการจัดเก็บที่ได้มีการปรับเพิ่มขึ้นนี้จะเป็นการให้โอกาสองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) สามารถออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพิ่มจากอัตรากลางที่กฎหมายแม่ระบุไว้ได้ แต่ต้องไม่เกินเพดานที่กฎหมายกำหนด โดยกรอบการจัดเก็บในครั้งนี้ถือเป็นการกระจายอำนาจทางการคลังให้กับท้องถิ่นมากขึ้นตามรัฐธรรมนูญและเป็นการลดภาระทางการคลังของรัฐบาลกลางได้ในระดับหนึ่ง รวมทั้งเป็นการเพิ่มแหล่งจัดเก็บรายได้ของ อปท.ให้สามารถพัฒนาท้องถิ่นได้ด้วยตนเองมากขึ้น

 

       อย่างไรก็ตาม สศค.มีหน้าที่ทำงานในส่วนของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่าก็ยังมีข้อกังวลในส่วนของที่ดินที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ รวมถึงที่ดินเปล่า เพื่อรอการพัฒนาของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ว่าจะมีรายละเอียดในการดำเนินการจัดเก็บภาษีอย่างไร รวมถึงที่ดินของเกษตรกรด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ สศค.อยู่ระหว่างการทำรายละเอียดข้อกังวลต่างๆ เหล่านี้ เพื่อนำมาปรับปรุงในร่างกฎหมายดังกล่าวให้เหมาะสมก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ