Loading

ชำแหละร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ หัวใจปฏิรูปการปกครองท้องถิ่

วันที่ : 20 กรกฎาคม 2552
ชำแหละร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ หัวใจปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น

ผู้มีที่ดินว่างเปล่าที่ซื้อเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร ต้องกลับไปคิดใหม่

หมายเหตุ หลังจากมีความพยายามในการผลักดันกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้มีผลบังคับใช้มาหลายรัฐบาล ในที่สุด ""กรณ์ จาติกวณิช"" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำมาปรับปรุงใหม่อีกครั้ง และจะเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้ ""มติชน"" มีโอกาสสัมภาษณ์ ""สมชัย สัจจพงศ์"" ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในระหว่าง ""คลังสัญจร"" ที่เชียงใหม่ปลายสัปดาห์ก่อน เพื่อทำความเข้าใจกับหลักการและเหตุผลของร่างกฎหมายฉบับนี้แก่ประชาชนในเขตพื้นที่ภาคเหนือ

 

ความคืบหน้าของร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ

สศค.ได้รับงบประมาณ 4 ล้านบาท ในการทำความเข้าใจกับประชาชน ขณะนี้อยู่ในช่วงของการทำประชาพิจารณ์กับประชาชนทั่วประเทศ ที่ผ่านมาทำไปแล้วหลายจังหวัดทั้งที่สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ ขอนแก่น อุบลราชธานี ล่าสุดที่เชียงใหม่ และสัปดาห์หน้าจะไปชลบุรี ในการจัดแต่ละครั้งจะใช้เวลา 6 วัน โดยช่วง 5 วันแรกจะบรรยายข้อมูลต่างๆ ให้หน่วยงานขององค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) แต่ละวันจะมีผู้เข้ารับฟัง 400-500 คนในทุกจังหวัดที่ไป ส่วนวันสุดท้ายจะเชิญนักวิชาการ อาจารย์จากมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปมาเสวนา ก่อนที่จะรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ ต่อไป

 

การทำประชาพิจารณ์คาดว่าจะเสร็จในเดือนกันยายนนี้ สอดคล้องกับที่นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรับปากว่า จะนำร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือนสิงหาคม จากนั้นในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

 

ผลตอบรับจากการประชาพิจารณ์

ประชาชนให้การตอบรับในด้านบวก และชอบมากกว่าการเก็บภาษีเดิม (ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่) พร้อมสนับสนุนให้เกิดขึ้น โดยคำถามส่วนใหญ่คือ ประชาชนจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นหรือไม่ และต้องทำอย่างไรบ้างในการบริหารจัดการที่ดินของตนเอง ผู้ที่มีที่ดินรกร้างว่างเปล่าจะกระทบมากน้อยเพียงใด รัฐจะเริ่มเก็บภาษีเมื่อใด และอัตราเท่าใด พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯนั้น ดีจริงหรือไม่ ทำไมจึงนำมาใช้ในช่วงนี้ หรือสาเหตุเกิดจากรัฐบาลถังแตกหรือไม่

 

เราได้ทำความเข้าใจว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯเริ่มจัดทำหลักการมาตั้งแต่ปี 2537 หลักการก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะจากข้อมูลพบว่า ประชาชนทั่วประเทศถึง 90% ถือครองที่ดินโดยเฉลี่ยน้อยกว่า 1 ไร่ ส่วนที่เหลือก็มีเพียง 10% เท่านั้น ที่ถือครองที่ดินมากกว่า 100 ไร่ นี่คือความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น และเป็นตัวชี้ให้เห็นว่า การถือครองที่ดินในประเทศไทยยังลักลั่นอยู่ และยังพบว่าในสัดส่วน 10% ที่ถือครองที่ดินมากกว่า 100 ไร่นั้น มีถึง 75% ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เป็นเพียงการซื้อที่ดินเปล่าทิ้งไว้เพื่อเก็งกำไร แสดงให้เห็นว่า เราไม่มีระบบภาษีมาดูแลการกระจายการถือครองที่ดินหรือมีระบบภาษีที่ดีพอ

 

ขณะเดียวกัน ปัจจุบันรายได้ของ อปท.ที่จัดเก็บเองมีเพียง 10% เท่านั้น หรือประมาณ 20,000 ล้านบาท จากการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ส่วนอีก 90% มาจากงบกลางของรัฐบาล ซึ่งแต่ละปีรัฐบาลต้องสนับสนุนงบฯนับแสนล้านบาท เมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น นิวซีแลนด์ อปท.จัดเก็บรายได้เองถึง 90% หรือที่ใกล้เคียงกับไทยคือ มาเลเซีย อปท.จัดเก็บรายได้เอง 85% แสดงว่าต้องมีความผิดปกติเกิดขึ้นในระบบการคลังของ อปท. ทำให้ประชาชนไม่สนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ขณะที่ท้องถิ่นก็ไม่มีอิสระในการบริหารจัดการตนเองให้เข้มแข็ง

 

ข้อเสียของการจัดเก็บภาษีเดิมมีอะไรบ้าง

ปัจจุบัน ภาษีที่ อปท.จัดเก็บเองมี 2 รายการคือ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งมีข้อบกพร่องมาก และต้องยกเลิกไปเมื่อมี พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯมาบังคับใช้ โดยข้อเสียของภาษีโรงเรือนฯ คือ ข้อแรก ฐานภาษีจะคิด

จากค่าเช่า ดังนั้นจึงไม่ใช่ภาษีทรัพย์สินที่แท้จริง เพราะไม่ทราบถึงมูลค่าทรัพย์สินที่แท้จริงและยังไม่เป็นธรรมด้วย เช่น กรณีมีบ้าน 2 หลัง หลังแรกอยู่อาศัยเองไม่ต้องเสียภาษี และอีกหลังให้เช่า ซึ่งจะต้องเสียภาษีจากค่าเช่า แต่กลายเป็นว่าผู้ให้เช่ารวมภาระภาษีเข้าไปในค่าเช่า กลายเป็นว่าผลักภาระให้ผู้เช่าแทน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย จึงไม่เป็นธรรม เพราะคนจนยังจ่ายภาษีมากกว่าคนรวย

 

นอกจากนั้น อัตราภาษียังสูงถึง 12.5% และมีช่องโหว่ทางกฎหมาย เช่น กรณีมีบ้านเป็นที่อยู่อาศัยและเปิดเป็นร้านโชห่วยด้วย ในส่วนที่อยู่อาศัยไม่ต้องเสียภาษี แต่ในส่วนของร้านโชห่วยต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมาประเมินราคาให้ หากรู้จักกับเจ้าหน้าที่ประเมิน ก็อาจประเมินราคาภาษีให้ต่ำ หากไม่รู้จักอาจประเมินราคาให้สูง

 

ส่วนภาษีบำรุงท้องที่ นับได้ว่าใกล้จะเป็นกฎหมายภาษีที่ดินที่ดีที่สุด เพียงแต่ว่าฐานภาษีที่ใช้ประเมินราคาที่ดินนั้น ใช้มาตั้งแต่ปี 2524 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะอัตราการจัดเก็บภาษีเป็นอัตราถดถอย คือ ที่ดินราคาแพงกลับเสียภาษีถูก แต่ที่ดินราคาถูกกลับต้องเสียภาษีแพง ไม่ทราบว่าใครคิดกฎหมายตัวนี้ออกมา คือ มูลค่าที่ดินราคาตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป เสียภาษีเพียง 0.25% แต่ราคาต่ำกว่า 30,000 บาท ลงมา เสียภาษีถึง 0.5% โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ นอกจากนั้น ถ้ามีที่ดินไม่ถึง 50 ตารางวาใน กทม. และไม่เกิน 5 ไร่ในต่างจังหวัด ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี เท่ากับว่าได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีทั้ง 2 รายการดังกล่าวอยู่ดี

 

มั่นใจว่ารูปแบบภาษีใหม่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้

การมีภาษีที่ดินฉบับใหม่ จะต้องดีกว่าฉบับเดิมที่มีอยู่ และแนวทางที่ถูกต้องคือ ภาษีที่ดินต้องมาจากการใช้ราคาที่ดินที่ประเมินในปัจจุบันและราคาสิ่งปลูกสร้างในปัจจุบัน ถือว่าชัดเจนและยุติธรรมที่สุด ขณะนี้ กรมธนารักษ์กำลังจัดทำราคาประเมินที่ดิน ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงทุก 4 ปี ประเทศไทยมีที่ดินทั้งประเทศ 30 ล้านแปลง ขณะนี้ประเมินไปแล้ว 5 ล้านแปลง ยังเหลืออีก 25 ล้านแปลงที่ต้องเร่งประเมินให้แล้วเสร็จก่อนปี 2555 ส่วนกรมที่ดินต้องจัดทำแผนที่ดิจิตอลทั่วประเทศให้แล้วเสร็จพร้อมทั้งราคาประเมินสิ่งปลูกสร้างรายแปลงทั่วประเทศ

 

เท่ากับว่าภาษีที่ดินฉบับใหม่ ทุกคนจะเสียภาษีที่ดินเหมือนกันหมด โดยมีฐานภาษีที่มีอัตราต่างกันไปตามขนาดและมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ ขณะที่อัตราภาษีนั้นจะกำหนดเพดานไว้ตามการใช้ที่ดิน คือ ในเชิงพาณิชย์จะกำหนดเพดานไว้ที่ 0.5% ของมูลค่า โดยจะมีคณะกรรมการกลางของแต่ละ อปท.จะเป็นผู้พิจารณาว่า จะจัดเก็บภาษีอัตราเท่าใด และจะปรับอัตราทุกๆ 4 ปี เช่น เชิงพาณิชย์อาจคิด 0.2% อยู่อาศัยเองอาจคิดน้อยกว่า 0.1% ส่วนที่ดินทำการเกษตรกรรม อาจกำหนดเพดานน้อยกว่า 0.05% และที่ดินรกร้างว่างเปล่าจะคิด

แพงที่สุด และสูงกว่าอัตราในเชิงพาณิชย์ด้วย เช่น หากกำหนดอัตราภาษีในเชิงพาณิชย์ไว้ที่ 0.4% จะต้องเก็บที่ดินเปล่า 0.45-0.5% เป็นต้น และหากยังคงปล่อยที่รกร้างว่างเปล่าทิ้งไว้อีก 3 ปี จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว แต่จะไม่เกิน 2% ของมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

 

ส่วนข้อดีที่ยังคงอยู่คือ อปท.จะเป็นผู้จัดเก็บภาษีที่ดินเอง โดยไม่ต้องส่งเข้างบประมาณส่วนกลาง และบริหารจัดการเงินดังกล่าวเพื่อใช้พัฒนาพื้นที่ของตนเองได้ทันที ซึ่งจะทำให้มีความสามารถจัดเก็บจากปัจจุบันที่ 10% เพิ่มเป็น 70-80% ได้ หรืออย่างน้อยที่สุดจะเก็บภาษีเพิ่มจาก 20,000 ล้านบาทเป็น 40,000 ล้านบาทขึ้นไปในช่วง 2 ปีแรก และหากเก็บเต็มเพดานจะได้กว่า 90,000 ล้านบาททีเดียว

 

ดังนั้น ต่อไปใครที่จะเลือกคนมาเป็นตัวแทนในการบริหาร อปท. ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ต้องคิดให้ดีว่า มีความสามารถที่จะบริหารเงินภาษีของเราให้เกิดประโยชน์หรือไม่ ประชาชนในท้องถิ่นจะได้มีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะเขาเป็นเจ้าของเงินภาษีเหล่านั้น

 

ประชาชนต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

แม้ว่ากฎหมายภาษีที่ดินฯจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป แต่รัฐบาลจะยังคงมีช่วงเวลาเพื่อให้ประชาชนปรับตัว 2 ปี และหากจัดเก็บจริงก็จะเป็นแบบขั้นบันได คือจะเริ่มจัดเก็บภาษีตั้งแต่ปี 2555 แต่จัดเก็บเพียง 50% ของอัตราที่กำหนดไว้ และเพิ่มเป็น 75% ในปี 2556 ก่อนจะเก็บ 100% ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป

 

นอกจากนั้น ในกรณีคนเสียภาษีที่ดินเดิมอยู่แล้ว มีภาระเพิ่มขึ้นจากการบังคับใช้ฉบับใหม่ รัฐบาลจะมีการบรรเทาภาระภาษีให้ด้วย โดยในส่วนที่เพิ่มขึ้นจะให้จัดเก็บเพียง 50% ในปีแรก และเพิ่มเป็น 75% ในปีที่ 2 และจะเก็บ 100% ในปีที่ 3 ซึ่งจะตรงกับปี 2557 เช่นกัน เท่ากับว่าใช้เวลานานถึง 5 ปี อปท.ถึงจะได้เงินจากภาษีที่ดินแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ก็เพียงพอกับการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ เช่น กรณีของธนารักษ์ที่ต้องประเมินราคาที่ดินรายแปลงทั่วประเทศ

 

มีประชาชนกลุ่มไหนที่จะได้รับการยกเว้นบ้าง

เรื่องนี้ถามกันเข้ามามากว่า คนจน เกษตรกร หรือคนชรา จะได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษีหรือไม่ ตอบได้ว่าในส่วนคนจนจะได้รับการยกเว้นกรณีมีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่าตามเกณฑ์ที่กฤษฎีกากำหนด รวมถึงเกษตรกรเองก็จะได้รับการยกเว้นเช่นกัน หากมีที่ดินทำการเกษตรเองและมีมูลค่าตามเกณฑ์ที่กฤษฎีกากำหนด

แต่ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดรายละเอียด เพราะต้องการให้กฎหมายแม่ผ่านไปก่อน เพราะหากใส่รายละเอียดเข้าไป อาจจะมีข้อโต้แย้งมากจนทำให้กฎหมายไม่สามารถผ่านได้

 

ส่วนคนชราจะไม่ยกเว้นให้ เพราะเกรงว่าอาจมีช่องโหว่ทางกฎหมายที่จะทำให้ลูกหลานโอนที่ดินมาให้เป็นชื่อของผู้สูงอายุแทนเพื่อเลี่ยงไม่จ่ายภาษี

 

ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า หากกฎหมายภาษีที่ดินฯมีผลบังคับใช้แล้ว จะมีผลทำให้ทุกคนให้ความสำคัญกับท้องถิ่นของตัวเอง เพราะเงินที่เก็บไป อปท.จะต้องบริหารจัดการเอง ขณะเดียวกันผู้มีที่ดินว่างเปล่าที่ซื้อเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร ต้องกลับไปคิดใหม่ เพราะหากเก็บไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ถึง 80% จะต้องเสียภาษีแพงมาก ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ลงได้พอสมควร

ใครที่มีที่ดินจำนวนมาก และไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ คงต้องคิดให้หนักว่าคุ้มค่าหรือไม่

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

 

 

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ