Loading

ระดมสมองเพิ่มพื้นที่สีเขียวยั่งยืน สผ.แฉผังเมืองให้เอกชนเลี่ยงบาล

วันที่ : 22 มิถุนายน 2552
ระดมสมองเพิ่มพื้นที่สีเขียวยั่งยืน สผ.แฉผังเมืองให้เอกชนเลี่ยงบาลี

แหล่งข่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เปิดเผย""ฐานเศรษฐกิจ""ว่า สผ. เตรียมจัดสัมมนาระดมความคิดเห็นและการถ่ายทอดองค์ความรู้ เกี่ยวกับการนำแผนปฏิบัติการเชิงนโยบายด้านการจัดการพื้นที่สีเขียวชุมชนเมืองอย่าง ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน-1 กรกฎาคม 2552 ทั้งนี้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)ที่ให้ความเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2550 เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั่วประเทศ ให้ความร่วมมือ จัดหาพื้นที่เพื่อปลูกไม้ยืนต้น หรือสวนสาธารณะ ให้เกิดร่มเงา เพื่อช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน และช่วยให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีต่อชุมชนนั้นๆอีกด้วย ซึ่งแนวทางปฏิบัติ อาจกำหนดเป็นรูปของกฎหมาย ข้อบังคับต่างๆ ของแต่ละท้องถิ่นหรือแม้กระทั่ง การสร้างจิตสำนึกต่อองค์กรและประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่สามารถดำเนินการได้

 

อย่างไรก็ดี กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถบังคับใช้อย่างได้ผล โดยเฉพาะ กฎกระทรวงผังเมืองรวม ของแต่ละพื้นที่ ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ผังเมือง พ.ศ. 2518 ได้กำหนดพื้นที่โล่งว่าง พื้นที่สีเขียว หรือที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม พื้นที่เขียวลายหรือ ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ซึ่งต้องใช้พื้นที่เพื่อกิจกรรมทางเกษตรกรรม แต่ ปรากฏว่าผังเมืองได้เปิดช่องให้ เอกชนสามารถใช้พื้นที่ดังกล่าว 10% ของพื้นที่สีเขียวทั้งหมด พัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ อาทิ โครงการบ้านจัดสรร ฯลฯ

 

นอกจากนี้ในโครงการบ้านจัดสรร หรือ คอนโดมิเนียม ตามกฎหมายควบคุมอาคาร และผังเมืองได้กำหนดสัดส่วนของที่ว่างในโครงการ แต่ปรากฏว่าผู้ประกอบการเลี่ยงบาลีได้เว้นที่ว่างในลักษณะการเทคอนกรีต ไว้เพื่อจัดกิจกรรมหารายได้ต่างๆ อาทิ ที่จอดรถ ลานอเนกประสงค์ ลานขายของ หรือสระว่ายน้ำ ทั้งที่ความหมายของพื้นที่โล่งว่าง ควรจะกำหนดเป็นพื้นที่สีเขียว ประเภทไม้ยืนต้น สวนสาธารณะ ต่างๆ แต่กฎหมายไม่ได้ระบุชัดเจนว่าที่โล่งว่างจะต้องเป็นอะไร

 

ขณะเดียวกันที่ผ่านมา สผ. ได้นำการเพิ่มพื้นที่สีเขียว สำหรับโครงการบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมในกฎระเบียบของEIA หรือการขออนุมัติการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรณีเครื่องปรับอากาศ 1 ตันต่อต้นไม้ 2 ต้น แต่ปรากฏว่าได้ถูกเอกชนต่อต้าน และต่อมาลดลงเหลือ เครื่องปรับอากาศ 1 ตันต่อต้นไม้ 1 ต้น เอกชนก็ยังไม่เห็นด้วยเนื่องจากส่งผลกระทบต่อโครงการคอนโดมิเนียมในย่านใจกลางเมือง ราคาที่ดินแพง ประกอบกับที่ดินหายาก หากปลูกต้นไม้ ตามจำนวนเครื่องปรับอากาศ จะไม่คุ้มทุนที่ดิน ซึ่งเรื่องนี้ได้ถูกยกเลิกไป สำหรับทางออกจะมีการหาข้อสรุป จากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมต่อไป

 

ด้านนายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งภาคเอกชนยินดีให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะการร่วมพัฒนาสวน หรือปลูกไม้ยืนต้น ในที่สาธารณะของรัฐที่ปล่อยรกร้าง ส่วนในโครงการบ้านจัดสรร จะมีข้อบังคับของกฎหมายจัดสรรที่ดิน กำหนด พื้นที่ จัดทำสวนสาธารณะในโครงการอยู่แล้ว คือ 5% ของ พื้นที่ขายทั้งโครงการ

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ