Loading

สศค.เผยมาตรการกระตุ้นศก.หนุนจีพีดีQ

วันที่ : 29 เมษายน 2552
สศค.เผยมาตรการกระตุ้นศก.หนุนจีพีดีQ1

          สศค.ระบุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐสนับสนุนการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาส1/52 สวนทางการบริโภค-ลงทุนเอกชนหดตัว ชี้ความเสี่ยงว่างงานสูงขึ้น

          นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2552 ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในช่วงที่การใช้จ่ายภาคเอกชนชะลอตัวลง

          โดยเฉพาะอุปสงค์ภายในประเทศทั้งในด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่มีการหดตัวมาก

          ในด้านอุปสงค์ภายนอกประเทศนั้น แม้ว่าการส่งออกโดยรวมในไตรมาส 1 ปี 2552 จะหดตัวอันเป็นผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก แต่การส่งออกในบางกลุ่มสินค้าเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นในเดือนมีนาคม 2552 โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากการฟื้นตัวของตลาดตะวันออกกลางจีน และแอฟริกา

          ขณะที่การนำเข้าที่ลดลงมากจากอุปสงค์ภายในประเทศที่หดตัวรุนแรงกว่า ทำให้การส่งออกสุทธิในไตรมาส 1 ปี 2552 ปรับตัวดีขึ้น

          สำหรับด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี จากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ แต่มีความเสี่ยงจากอัตราการว่างงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

          นอกจากนี้ ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับมั่นคง สะท้อนถึงเสถียรภาพภายนอกที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย

          โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

          1. เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจด้านการคลังในไตรมาสที่ 1 ปี 2552 พบว่า รายจ่ายรัฐบาลประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2552 รัฐบาลเบิกจ่ายรวมทั้งสิ้น 567.4 พันล้านบาท ขยายตัวในระดับสูงที่ร้อยละ 41.1 ต่อปี

          โดยเป็นการเบิกจ่ายของงบประจำจำนวน 423.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.7 ต่อปี ซึ่งรายจ่ายประจำที่ขยายตัวในระดับสูงส่วนหนึ่งเป็นเพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เริ่มมีการเบิกจ่ายในเดือนมีนาคม 2552 โดยเฉพาะมาตรการเพิ่มรายได้เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนที่มีรายได้น้อย หรือมาตรการเช็คช่วยชาติที่มีการเบิกจ่ายในเดือนมีนาคม 2552 จำนวน 16.2 พันล้านบาท และมาตรการการเรียนฟรีที่มีการเบิกจ่าย 14.0 พันล้านบาท

          ขณะที่รายจ่ายลงทุนสามารถเบิกจ่ายได้จำนวน 100.1พันล้านบาท เพิ่มขึ้นในระดับสูงที่ร้อยละ 30.4 ต่อปี ทั้งนี้ การใช้จ่ายงบประมาณที่ขยายตัวได้ในระดับสูง

          ด้านการจัดเก็บรายได้ลดลงนั้น สะท้อนถึงบทบาทของการใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุลในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงที่การใช้จ่ายภาคเอกชนหดตัวลง

          สำหรับรายได้รัฐบาลสุทธิประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2552 จัดเก็บได้สุทธิ 283.7 พันล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ-8.1 ต่อปี โดยมีสาเหตุสำคัญจากภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรขาเข้า และภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่จัดเก็บได้ลดลงสะท้อนภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศและภาคการผลิตที่ชะลอตัวลงมาก ทั้งนี้ภาษีฐานรายได้และภาษีฐานการบริโภคหดตัวที่ร้อยละ -2.7 ต่อปี และร้อยละ -20.7 ต่อปี ตามลำดับ

          2. การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสที่ 1 ปี 2552 หดตัวลง โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ในไตรมาสที่ 1 หดตัวรุนแรงที่ร้อยละ -19.2 ต่อปี จากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวระดับต่ำที่ร้อยละ 0.1 ต่อปี สะท้อนภาวะการใช้จ่ายภายในประเทศที่หดตัวลงอย่างชัดเจน สอดคล้องกับปริมาณการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคที่หดตัวร้อยละ -18.1 ต่อปี และปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งที่หดตัวลงที่ร้อยละ -17.4 ต่อปี

          สำหรับเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนในส่วนภูมิภาค เช่น ปริมาณจำหน่ายรถจักรยานยนต์หดตัวที่ร้อยละ -16.4 ต่อปี เนื่องจากรายได้เกษตรกรที่ปรับตัวลดลงจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลงที่ร้อยละ -4.7 ต่อปี และส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนในส่วนภูมิภาค

          อย่างไรก็ตาม สำนักงานเศรษฐกิจการคลังคาดว่ามาตรการเพิ่มรายได้เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนที่มีรายได้น้อย หรือมาตรการเช็คช่วยชาติที่เริ่มมีการแจกจ่ายสู่สาธารณชนตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2552 นั้นน่าจะส่งผลให้เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นในอนาคต

          3. การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสที่ 1 ปี 2552 หดตัวลงเช่นกัน โดยเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่วัดจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนหดตัวที่ร้อยละ -23.0 ต่อปี จากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวในระดับต่ำที่ร้อยละ 0.6 ต่อปี สอดคล้องกับปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่หดตัวร้อยละ -41.2 ต่อปี หดตัวลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 สะท้อนถึงการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

          อย่างไรก็ตาม เครื่องชี้การลงทุนในหมวดการก่อสร้างที่วัดจากภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์รวมขยายตัวร้อยละ 8.6 ต่อปี ขยายตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัวร้อยละ -4.1 ต่อปี ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยฐานต่ำในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าและการที่ประชาชนเร่งทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ก่อนจะมีการขยายเวลาของมาตรการลดหย่อนภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์

          4. การส่งออกในไตรมาสที่ 1 ปี 2552 หดตัวลงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ 33.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัวร้อยละ -20.6 ต่อปี ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนที่หดตัวลงที่ร้อยละ -10.6 ต่อปี โดยปริมาณการส่งออกหดตัวที่ร้อยละ -20.1 ต่อปี ในขณะที่ราคาสินค้าส่งออกหดตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ -0.5 ต่อปี

          ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกที่หดตัวเพิ่มขึ้นเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่การส่งออกในบางกลุ่มสินค้า เริ่มมีสัญญาณดีขึ้นในเดือนมีนาคม 2552

          โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากการฟื้นตัวของตลาดตะวันออกกลาง จีน และแอฟริกาด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐไตรมาสที่ 1 ปี 2552 อยู่ที่ 26.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัวในระดับสูงที่ร้อยละ -37.6ต่อปี โดยปริมาณนำเข้าหดตัวที่ร้อยละ -34.3 ต่อปี และราคาสินค้านำเข้าหดตัวที่ร้อยละ -5.0 ต่อปี อันเป็น

          ผลจากมูลค่าการนำเข้าหดตัวในทุกหมวด ทั้งสินค้าวัตถุดิบ สินค้าทุน สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าเชื้อเพลิง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการผลิตและความต้องการใช้จ่ายภายในประเทศที่หดตัวลง

          ทั้งนี้ มูลค่านำเข้าที่หดตัวมากกว่ามูลค่าส่งออก ทำให้ดุลการค้าในไตรมาสที่ 1 ของปี 2552 เกินดุลสูงสุดในรอบ 3 ปี ที่ 7.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

          5. สำหรับเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจด้านอุปทานประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2552 พบว่า ภาคอุตสาหกรรมมีการหดตัวลงมาก และภาคบริการจากการท่องเที่ยวมีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่ภาคการเกษตรขยายตัวเล็กน้อย

          โดยเครื่องชี้การผลิตภาคอุตสาหกรรมวัดจากดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในไตรมาสที่ 1 ปี 2552 หดตัวลงถึงร้อยละ -22.1 ต่อปี ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นผลจากการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออกที่หดตัวลงต่อเนื่อง ตามความต้องการของตลาดต่างประเทศที่ลดลงมาก ขณะที่อุตสาหกรรมที่เน้นตลาดทั้งในและต่างประเทศ ปรับตัวลดลงเช่นกัน

          อย่างไรก็ตาม การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตเพื่อการส่งออกเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นในเดือนมีนาคม 2552 ด้านภาคบริการจากการท่องเที่ยวหดตัวลงต่อเนื่อง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2552 มีจำนวนทั้งสิ้น 3.7 ล้านคน หดตัวลงร้อยละ -14.7 ต่อปี จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

          โดยการหดตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยวิกฤตเศรษฐกิจโลกและปัจจัยด้านการเมือง ด้านเครื่องชี้ภาคการเกษตรวัดจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ยังคงขยายตัวที่ร้อยละ 6.3 ต่อปี ขยายตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัวร้อยละ 4.0 ต่อปี เนื่องจาก การขยายตัวของผลผลิตสำคัญ

          โดยเฉพาะมันสำปะหลัง ที่ขยายตัวในระดับสูงมาก เนื่องจากราคาที่สูงในปีก่อนหน้า จูงใจให้เกษตรกรเร่งขยายพื้นที่เพาะปลูก ทำให้ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น ในช่วงไตรมาสที่ 1 อย่างไรก็ตาม ภาวะราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลงร้อยละ -4.7 ต่อปี ทำให้รายได้ ของเกษตรกรโดยรวมลดลง

          6. เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาสที่ 1 ปี 2552 หดตัวร้อยละ -0.3 ต่อปี หดตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 2.2 ต่อปี โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 1 ปี 2552 หดตัวลงเนื่องจากราคาน้ำมันและราคาอาหารสดที่ปรับตัวลดลงมาก

          สำหรับสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2552 อยู่ที่ร้อยละ 39.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณของปีงบประมาณ 2552 แต่ยังถือว่าต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ตั้งไว้ไม่เกินร้อยละ 50 ค่อนข้างมาก

          สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศยังอยู่ในระดับมั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของวิกฤติการเงินโลก สะท้อนได้จากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2552 อยู่ในระดับสูงที่ 116.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นเกินกว่า 4 เท่า

          อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงานในไตรมาสที่ 1 ปี 2552 เริ่มปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 2.1 ของกำลังแรงงานรวม ในช่วง 2เดือนแรกของปี 2552 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.3 ในไตรมาสที่ 4 ปี 2551

 

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ