Loading

เปิดแผน 3 ปี บสก. ลุยล้างหนี้ระบบการเงินไท

วันที่ : 23 มีนาคม 2552
เปิดแผน 3 ปี บสก. ลุยล้างหนี้ระบบการเงินไทย

ภายหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) จัดตั้งขึ้นในปี 2542 จากซากหนี้เสียของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือบีบีซี โดยมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด เงินทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่ 54,700 ล้านบาท เงินทุนตั้งต้นถูกนั้นนำมาใช้เป็นทุนในการบริหารหนี้เสียของบีบีซีจำนวน 1.5 แสนล้านบาท

                มาถึงวันนี้ บสก.ทำหน้าที่ในการบริหารหนี้เสียให้กับระบบสถาบันการเงินมาเป็นเวลา 11 ปี เอ็นพีแอลเดิมของบีบีซีที่เหลืออยู่วันนี้ลดลงเหลือเพียง 44,622 ล้านบาทในจำนวนนี้มีหลักประกันอยู่ถึง 14,068 ล้านบาท และเป็นเอ็นพีเอประมาณ 5,332 ล้านบาท

                ขณะที่ผลการบริหารจัดการกองสินทรัพย์ของบีบีซีรวมการรับชำระเงินสดทั้งสิ้น 77,460 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่ 5 หมื่นล้านบาทคิดเป็นอัตราผลตอบแทนต่อทุนรับโอน (recovery rate) 153.92% หรือมีส่วนเกินทุนอยู่ประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท และคิดเป็นกำไรสุทธิประมาณ 8,223 ล้านบาท

                บทบาทในการแก้หนี้ของบีบีซีเริ่มลดความสาหัสลงมามาก แต่ภาระในการนำพาองค์กรนี้ให้อยู่ต่อไปโดยไม่ต้องปิดตัวตามกฎเกณฑ์เดิมที่ระบุไว้ ดังนั้นเมื่อทรัพย์ที่มีอยู่เริ่มร่อยหรอแต่อนาคตของพนักงานนับพันชีวิตบังคับให้ทิศทางของ บสก.ต้องขยายขอบเขตไปสู่การรับซื้อหนี้จากสถาบันการเงินอื่นๆ มาบริหาร ซึ่งนายบรรยง วิเศษมงคลชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บสก. ได้สร้างเป้าหมายใหม่ให้องค์กรแห่งนี้เป็นองค์กรที่อยู่ได้ด้วยตนเอง แม้ว่ากองทุนฟื้นฟูจะปิดตัวเองลงในอนาคตก็ตาม

                นอกจากการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของบีบีซีแล้ว บสก.ยังเข้าไปรับซื้อหนี้ทั้งเอ็นพีแอลและเอ็นพีเอจากบริษัทบริหารสินทรัพย์และสถาบันการเงินอื่นเพิ่มเติม โดยสิ้นเดือนธ.ค.2551 บสก.มีเอ็นพีแอลในการบริหารประมาณ 227,797 ล้านบาท และมีเอ็นพีเอประมาณ 35,257 ล้านบาท ซึ่งการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่นอกเหนือจากหนี้ของบีบีซีนั้นตั้งแต่ปี 2546-2551 บสก.สามารถเรียกเก็บเงินสดสะสมได้แล้ว 32,638 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถเรียกเก็บเงินสดและการจำหน่ายทรัพย์จนเสร็จสิ้นประมาณ 105,279 ล้านบาท หรือมีอัตราผลตอบแทนต่อทุนรับโอน (recovery rate) ประมาณ 162.47% โดยตั้งแต่ปี 2546-2551 กำไรสุทธิในการบริหารสินทรัพย์ดังกล่าวอยู่ที่ 4,214 ล้านบาท

                นายบรรยงกล่าวว่า บสก.ได้ทำประมาณการรับซื้อหนี้เอ็นพีแอลจากนี้ไปถึงปี 2555 ว่าจะรับซื้อมูลหนี้จากสถาบันการเงินปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท แต่ในปีนี้บริษัทจะได้รับมูลหนี้ที่รับโอนคืนจาก บสท.ประมาณ 34,381 ล้านบาท และในปี 2555 ที่ บสท.จะปิดตัวลงบริษัทจะต้องเข้าไปรับซื้อหนี้เพิ่มจาก บสท.ประมาณ 25,156 ล้านบาท ซึ่งหากเป็นไปตามแผนการรับซื้อหนี้ดังกล่าวแล้วประมาณการเรียกเก็บเงินสดของ บสท.ในปี 2552-2555 จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 6,055 ล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 11,586 ล้านบาท ในปี 2555

                อย่างไรก็ตามทางกองทุนฟื้นฟูอยากเห็นบทบาทของ บสก.ในการเข้าไปรับซื้อหนี้จากสถาบันการเงินมากกว่าที่ได้ประมาณการไว้ปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อให้เอ็นพีแอลของระบบสถาบันการเงินลดลงได้เร็วกว่านี้ ซึ่ง บสก.มองว่าศักยภาพในปัจจุบันสามารถรับซื้อหนี้ได้สูงกว่าที่ประมาณการไว้ โดยในปีนี้ บสก.ได้เข้าไปประมูลหนี้ของธนาคารทหารไทย 3.5 หมื่นล้านบาท ทำให้เป้าหมายการรับซื้อหนี้ของบริษัททะลุเป้าหมายไปแล้ว ส่งผลให้ประมาณการต่างๆ จะต้องเปลี่ยนแปลงทั้งการคาดการณ์รายได้หรือกำไรต่างๆ ซึ่งโอกาสทางด้านเอ็นพีแอลคือการที่ยังคงมีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในระบบที่สถาบันการเงินจะทยอยนำออกมาประมูลอีกจำนวนมาก ถือเป็นโอกาสในการเพิ่มขนาดสินทรัพย์ของ บสก.

                สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการปรับโครงสร้างหนี้ในขณะนี้มาจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังการผ่อนชำระของลูกหนี้ลดลง ซึ่ง บสก.จะต้องเจรจากับลูกหนี้เพื่อปรับปรุงเงื่อนไขการชำระให้สอดคล้องกับกำลังและความสามารถของลูกหนี้ นอกจากนี้ทรัพย์ที่ขายทอดตลาดได้แล้ว อยู่ระหว่างรอรับบัญชีรับ-จ่ายจากกรมบังคับคดีเป็นจำนวนมากซึ่ง บสก.ได้กำหนดแผนเร่งรัดติดตามและเร่งแถลงขอรับเงินตั้งแต่ช่วงต้นปี

                ในส่วนของเอ็นพีเอนั้น ปัจจุบัน บสก.มีเอ็นพีเอประมาณ 14,109 รายการ ราคาประเมินอยู่ที่ 35,257 ล้านบาท โดยในปีนี้ถึงปี 2555 บสก.ตั้งเป้ารับซื้อเอ็นพีเอจากสถาบันการเงินอื่นปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่จะมีเอ็นพีเอที่มาจากการโอนทรัพย์ชำระหนี้หรือซื้อจากการขายทอดตลาดประมาณ 3-4 พันล้านบาทต่อปี ทำให้ในแต่ละปีเอ็นพีเอของ บสก.จะเพิ่มขึ้นปีละ 5-6 พันล้านบาท ซึ่ง บสก.ได้ประมาณการขายเอ็นพีเอ เป็นเงินสดนับจากนี้ไปถึงปี 2555 ตั้งแต่ 5,811 ล้านบาท 5,551 ล้านบาท 5,935 ล้านบาทและ 6,296 ล้านบาทตามลำดับ โดยกลยุทธ์การขายเอ็นพีเอนั้น บสก.จะต้องใช้พนักงานทั้งส่วนกลางและภูมิภาคเข้าไปดูแลทรัพย์ที่มีทั่วประเทศ รวมถึงการปรับปรุงและพัฒนาทรัพย์ให้เป็นที่ต้องการของตลาด และใช้เร่งจำหน่ายทรัพย์ออกไป

                นายบรรยงกล่าวว่า ในส่วนของประมาณการงบกำไรขาดทุนบนสมมติฐานว่า บสก.จะรับซื้อเอ็นพีเอและเอ็นพีแอลตามจำนวนดังกล่าวแล้ว ในปีนี้บริษัทจะมีกำไรสุทธิ 1,830 ล้านบาท ในปี 2553 จะเพิ่มเป็น 2,733 ล้านบาท ปี 2554 อยู่ที่ 2,943 ล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 4,012 ล้านล้านบาทในปี 2555 ซึ่งนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจะอยู่ที่ 50% ของกำไรสุทธิในปีก่อนหน้า กล่าวคือในปีนี้บริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้กับกองทุนฟื้นฟูประมาณ 989 ล้านบาท ในปี 2553 จะจ่าย 915 ล้านบาท ปี 2554 จ่าย 1,367 ล้านบาทและ 1,474 ในปี 2555 ทั้งนี้กำไรสุทธิที่เหลืออยู่ บสก.จะใช้ในการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยจากภาระหนี้ กระแสเงินสดสำหรับซื้อสินทรัพย์เพิ่ม และใช้ในการบริหารธุรกิจ ก่อนหน้านี้ บสก.เคยมีแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และทำธุรกิจในการบริหารหนี้เสียและดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งแนวทางดังกล่าวรองรับการปิดตัวของกองทุนฟื้นฟู แต่จนถึงขณะนี้ ภาวการณ์ต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป

                นโยบายล่าสุดของกองทุนฟื้นฟูที่มีต่อ บสก. คือต้องการให้ บสก.ชะลอแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออกไปก่อนเพื่อให้ บสก.ทำหน้าที่ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในระบบสถาบันการเงินและรองรับการปิดตัวของบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ในปี 2555 ด้วย

                เขากล่าวว่า การเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่หลักในการแก้ปัญหาหนี้เสียในระบบเศรษฐกิจไทยยังมีอุปสรรคบางประการนั่นคือขอบเขตการทำธุรกิจของ บสก.ในการซื้อทรัพย์จำนองของสถาบันการเงินจากการขายทอดตลาดที่ในขณะนี้กฎหมายยังไม่เปิดให้ บสก.ดำเนินการได้ เนื่องจาก พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.บริหารสินทรัพย์ 2541 และ 2552 รวมถึงประกาศ ธปท.ยังไม่ครอบคลุมให้บริษัท

บริหารสินทรัพย์สามารถซื้อทรัพย์จำนองของสถาบันการเงินจากการขายทอดตลาดได้โดยตรง แต่เมื่อพิจารณาจากจำนวนเอ็นพีแอล ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2551 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า เอ็นพีแอลในระบบสถาบันการเงินมีอยู่จำนวน 217,561 ล้านบาท โดย 90% เป็นหนี้หรือสิทธิเรียกร้องที่อยู่ในกระบวนการบังคับคดีทางศาล หรือมากกว่า 2 แสนคดีที่อยู่ระหว่างการขายทอดหลักประกัน ซึ่งกระบวนการทางคดีเพื่อนำทรัพย์ดังกล่าวออกมาขายทอดตลาดได้ในปัจจุบันต้องใช้เวลานานถึง 12 เดือน

                ในประเด็นนี้นายบรรยงระบุว่า เปรียบเหมือนข้อต่อที่อุดตัน หากสามารถปลดล็อกกฎเกณฑ์ดังกล่าวได้ จะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ช่วยให้ บสก.เป็นกลไกในการรับซื้อรับโอนหนี้ด้อยคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ