Loading

ยูโอบีดึงสินทรัพย์UOBAPFขายเอง เหตุผลงานประมูลทรัพย์สินไม่ค่อยเข้าต

วันที่ : 6 กุมภาพันธ์ 2552
ยูโอบีดึงสินทรัพย์UOBAPFขายเอง เหตุผลงานประมูลทรัพย์สินไม่ค่อยเข้าตา

นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่บริษัท เน็กซัส พรอพเพอตี้ คอนซัลแทนท์ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนในการจัดจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ยูโอบี อพาร์ทเมนท์ หนึ่ง (UOBAPF) ซึ่งได้แก่ สิทธิการเช่าในที่ดิน อาคาร พร้อมทรัพย์สินและอุปกรณ์ โครงการแนเชอรัล วิลล์ เรสซิเดนส์ มาประมาณ 1 ปีนั้น ยังไม่สามารถหาผู้ประมูลซื้อทรัพย์สินของกองทุน UOBAPF ในระดับที่น่าพอใจได้ และในภาวะปัจจุบันไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมในการเสนอขาย เนื่องจากราคาในตลาดได้ปรับลดลง และหลังจากที่บริษัทเน็กซัส พรอพเพอตี้ฯ ได้สิ้นสุดสัญญาเป็นตัวแทนในการจัดจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุนไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 ที่ผ่านมา บริษัทไม่ได้มีการต่อสัญญาออกไปอีก

 

ทั้งนี้ กองทุน UOBAPF ยังสามารถให้ผลตอบแทนในระดับที่น่าพอใจ โดยบริษัทตัดสินใจที่จะดำเนินธุรกิจไปตามปกติ และหากมีผู้สนใจเข้ามาซื้อทรัพย์สินของกองทุนก็จะมีการเจรจากันเป็นรอบๆ ไป จนกว่าจะสามารถขายทรัพย์สินของกองทุนในระดับที่เหมาะสมจึงจะทำการนำเสนอเข้าที่ประชุมผู้ถือหน่วยลงทุน เพื่อขอมติในการที่จะขายสินทรัพย์ของกองทุนดังกล่าวต่อไป

 

สำหรับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ยูโอบีอะพาร์ทเมนท์ หนึ่ง เป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นลงทุนในเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในโครงการแนเชอรัล วิลล์ เรสซิเดนส์ ของบริษัท แนเชอรัลพาร์ค จำกัด (มหาชน)หรือ N-PARK ซึ่งตั้งอยู่บนเลขที่ 61 ซอยหลังสวน 2 ถนนหลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร และเป็นทรัพย์สินที่มีการเช่าบนเนื้อที่ดินบางส่วน แปลงที่ 4, 4, 4ก/1, 4ข ของโฉนดที่ดินเลขที่ 2712 โดยกองทุนลงทุนในสิทธิการเช่า (Leasehold) ที่ดินบางส่วน พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อประกอบธุรกิจเป็นอาคารที่พักอาศัย 28 ชั้น ชั้นใต้ดิน 1 ชั้น มีกำหนด 30 ปี ระหว่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ให้เช่า

 

ส่วนความคืบหน้าของการออกกองทุนใหม่ บริษัทคาดว่าจะสามารถออกกองทุนที่เน้นลงทุนในต่างประเทศ (FIF) โดยจะลงทุนในกึ่งตราสารหนี้กึ่งตราสารทุน จำนวน 1 กองทุน คาดว่าจะสามารถออกกองทุนดังกล่าวได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ขณะที่อีก 1 กองทุน โดยจะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ อยู่ในระหว่างพิจารณาผู้ออกตราสารหนี้ แต่อย่างไรก็ตาม แผนงานการออกกองทุนดังกล่าวอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้

เนื่องจากต้องจับจังหวะการลงทุนในตราสารหนี้ให้ถูกช่วง และถูกเวลา ซึ่งหากจับจังหวะไม่ดีสินทรัพย์ที่จะลงทุนอาจเปลี่ยนแปลงไป

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่เข้ามากระทบอย่างอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สภาวะการลงทุนในตลาดหุ้น ระยะเวลาในการขออนุมัติกองทุน และช่วงเปิดเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ที่เป็นตัวแปรที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยมูลค่าโครงการของทั้ง 2 กองทุนจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 2,000 ล้านบาท

 

นายวนา กล่าวว่า หากบริษัทไม่สามารถออกกองทุนทั้ง 2 กองทุนได้ จะหันมาเน้นเสนอขายกองทุนให้แก่นักลงทุนส่วนบุคคล (PRIVATE FUND) แทน และจะเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเป็นหลัก โดยในปัจจุบันมีสินทรัพย์สุทธิของกองทุนประเภทดังกล่าวอยู่ที่ 2,300 ล้านบาท โดยตั้งเป้าว่าจะเพิ่มสินทรัพย์ขึ้นไปประมาณ 40 – 45% ขณะที่กองทุนสำรองเลี้ยง (PROVIDENT FUND) มีสินทรัพย์สุทธิในปัจจุบันประมาณ 9,900 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะเป็นการต่อสัญญาจากลูกค้ารายเดิม และบริษัทตั้งเป้าหมายปรับเพิ่มสินทรัพย์ขึ้นไป 10%


ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ