Loading

เปิด 7 มาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาฯ-ท่องเที่ยว-เอสเอ็มอี

วันที่ : 21 มกราคม 2552
เปิด 7 มาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาฯ-ท่องเที่ยว-เอสเอ็มอี.

 

 

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ (20 ม.ค.) มีมติอนุมัติแผนกระตุ้นเศรษฐกิจชุดที่ 2 ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ซึ่งมาตรการที่ออกมาจะกระทบต่อภาษีอากร ประมาณ 9,900 ล้านบาท

1. มาตรการที่นำเสนอ

                1.1 มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ และสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และ

วิสาหกิจชุมชน

                                1.1.1 การขยายวงเงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ต้องคำนวณภาษีในอัตรา 0.5% จาก 60,000 บาท เป็น 1,000,000 บาท โดยจะครอบคลุมเฉพาะประชาชนที่มีเงินได้ประเภทอื่นๆ นอกจากเงินเดือน ตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป จะต้องนำเงินดังกล่าวมาคำนวณภาษีในอัตรา 0.5% ซึ่งเท่ากับมีภาษีต้องชำระตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป ซึ่งเมื่อเทียบสภาพชีวิตความเป็นอยู่แล้ว จะเห็นว่าเป็นจำนวนเงินไม่น้อย เพื่อการช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่บุคคลกลุ่มนี้ จึงได้ขยายวงเงินรายได้พึงประเมินเป็นเกินกว่า 1,000,000 บาทขึ้นไป

                                1.1.2 การเพิ่มเพดานวงเงินที่ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับวิสาหกิจชุมชน จาก 1,200,000 บาท เป็น 1,800,000 บาทต่อปี รัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน ที่มีอยู่ 58,000 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งเพื่อรองรับวิสาหกิจชุมชนที่จะจัดตั้งเพิ่มขึ้นในอนาคต จึงเห็นควรยกเว้นให้วิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้นเป็น 1,800,000 บาทต่อปี ทั้งนี้ สำหรับเงินได้ที่ได้รับในปี 2552 ถึง 2553

                                1.1.3 การสนับสนุนแหล่งเงินให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผ่านธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) โดย (1) ขยายเวลาการขึ้นทะเบียนเป็นนิติบุคคลร่วมลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ออกไปเป็นสิ้นเดือนธันวาคม 2554 (2) ปรับปรุงหลักเกณฑ์การลงทุน เพื่อให้ได้รับการยกเว้นภาษี ประกอบด้วย การยกเลิกเงื่อนไขต้องลงทุนในปีแรก ไม่น้อยกว่า 20% ของทุนจดทะเบียนส่วนปีอื่นๆ ให้คงเดิม และผ่อนปรนให้ยังคงมีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ประโยชน์จากการโอนหุ้นของเอสเอ็มอี ที่ธุรกิจเงินร่วมลงทุนได้รับเฉพาะกรณีที่เอสเอ็มอีที่ธุรกิจร่วมลงทุนเข้าไปลงทุนมีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดิน เกิน 200 ล้านบาท หรือมีการจ้างงานเกิน 200 คน

                1.2 มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งชะลอตัวลงเนื่องจากผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชนจำนวนมาก ทั้งที่เป็นผู้ซื้อบ้าน ผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน ผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง แรงงาน รวมถึงผู้ประกอบการขนส่ง

                ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในภาวะซบเซาให้มีการขยายตัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจต่อเนื่อง จึงเห็นควรยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ผู้ที่จ่ายเงินซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน โดยกรณีโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในปี 2552 ให้ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมินเป็นจำนวนเท่ากับมูลค่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 300,000 บาท

                ทั้งนี้ มาตรการตามเสนอเป็นมาตรการเพิ่มเติมจากที่ให้หักค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมซื้อบ้านเป็นจำนวนไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

                1.3 มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในธุรกิจท่องเที่ยว รัฐบาลมีนโยบายให้ส่วนราชการเร่งรัดการจัดสัมมนาในประเทศ จึงเห็นควรให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จัดโครงการอบรมสัมมนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถภายในประเทศ แทนการไปจัดอบรมสัมมนาในต่างประเทศ สามารถหักรายจ่ายในการคำนวณภาษี สำหรับรายจ่ายห้องพัก และค่าห้องสัมมนาภายในประเทศ ได้เป็นจำนวน 2 เท่าของที่จ่ายจริง ทั้งนี้ สำหรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552

                1.4 การปรับปรุงโครงสร้างหนี้

                                1.4.1 การปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อการเร่งรัดให้เกิดกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ก่อนที่จะเกิดปัญหาวิกฤติการเงินลุกลามไปมากกว่านี้ จึงเห็นควรให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ที่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2552-31 ธันวาคม 2552 โดยรัฐบาลจะมีมาตรการภาษีเข้าไปสนับสนุน

                                1.4.2 การโอนกิจการบางส่วน เพื่อขจัดอุปสรรคทางภาษีที่เกิดขึ้นจากการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร จึงเห็นควรให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการโอนกิจการบางส่วน โดยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ให้แก่บริษัทมหาชน หรือบริษัทจำกัด แต่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2552

2.แนวทางการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามหลักการข้างต้น กระทรวงการคลังจะต้องมีการดำเนินการ

โดย

2.1 ตราพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการเว้นรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ....จำนวน 5 ฉบับ 2.การออกกฎกระทรวง ฉบับที่ ...พ.ศ....ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการเว้นรัษฎากร จำนวน 3 ฉบับ 2.3 ภายหลังจากกฎหมายที่นำเสนอมีผลบังคับใช้แล้ว จะมีการออกประกาศที่เกี่ยวข้องต่อไป

3. การวิเคราะห์ผลกระทบ

                3.1 มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ และสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และวิสาหกิจชุมชน

                                3.1.1 การขยายวงเงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ต้องชำระภาษีในอัตรา 0.5% เป็น 1,000,000 บาท และการเพิ่มเพดานวงเงินที่ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับวิสาหกิจชุมชน เป็น 1,800,000 บาท จะเพิ่มรายได้ให้กลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อยประมาณ 970,000 ราย และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จำนวน 58,000 แห่ง ซึ่งมาตรการทั้ง 2 กระทบรายได้ภาษีอากรประมาณ 1,400 ล้านบาท และ 200 ล้านบาท ตามลำดับ

                                3.1.2 การปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ภาษีสำหรับการลงทุนของธุรกิจเงินร่วมลงทุน จะเป็นการสนับสนุนให้มีการประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนระยะยาว ที่มีต้นทุนต่ำได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ เมื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ธุรกิจเงินร่วมลงทุนเข้าไปลงทุน สามารถเข้าไปจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ก็จะเกิดผลดีต่อการพัฒนาตลาดทุนไทย ทั้งนี้ จะกระทบรายได้ภาษีอากรเล็กน้อย

                3.2 มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จะเป็นการช่วยกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้มีสภาพคล่องมากขึ้น มีการเร่งก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์และเปิดโครงการใหม่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ซื้อบ้าน ผู้ประกอบการ และสถาบันการเงิน มาตรการนี้คาดว่าจะมีผลกระทบต่อรายได้ภาษีอากรประมาณ 6,500 ล้านบาท

                3.3 มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว คาดว่าจะกระทบรายได้ภาษีอากรประมาณ 1,800 ล้านบาท

                3.4 มาตรการภาษีสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการเร่งทำการปรับปรุงโครงสร้างทางการเงิน และโครงสร้างองค์กร เพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก คาดว่า

จะกระทบต่อรายได้ภาษีเล็กน้อย


 

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ