Loading

คลัง-แบงก์ชาติจูบปา

วันที่ : 10 มกราคม 2552
คลัง-แบงก์ชาติจูบปาก

          แท็กทีมกู้เศรษฐกิจ ดันจีดีพีพ้นติดลบ

          นายกฯมาร์คนำทีมครม.เศรษฐกิจหารือผู้ว่าการแบงก์ชาติ รับทราบข้อมูล พร้อมปรับความเข้าใจทิศทางนโยบายศก.ให้ตรงกัน เห็นพ้องเศรษฐกิจ ไตรมาส 1-2 ปีนี้แย่ คาดเริ่มฟื้นในไตรมาสที่ 3 ลั่นขอแรงแบงก์พาณิชย์ปล่อย สินเชื่อผู้ประกอบการ เตรียมหากลไกค้ำประกันสินเชื่อ เตรียมดึงงบฯ อปท. บางส่วนให้แบงก์รัฐช่วยปล่อยกู้

          หลังแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาล คือ เรียกความเชื่อมั่นและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลชิงปลดล็อกความวิตกกังวลของภาคธุรกิจ ด้วยการชูความร่วมมือและประสานแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่ต้องเดินไปด้วยกัน ไม่เป็นปัญหาระหว่างหัวเรือ 2 องค์กร คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการ คลังเหมือนในอดีต

          ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจประกอบด้วย นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รมว. คลัง นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ และน.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว. พลังงาน หารือร่วมกับ ดร.ธาริษา วัฒน เกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

          และผู้บริหารระดับสูงของธปท.เพื่อรับฟังข้อมูลด้านเศรษฐกิจและปรับความเข้าใจในทิศทางของนโยบายให้ตรงกันหลังจากที่ก่อนหน้านี้มีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ในไตรมาสแรกของปี 2552 ที่อาจโตติดลบ หรือทั้งปีอาจโตที่ 0%

          โดยนายกรัฐมนตรีเปิดเผย ว่า ได้นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาพบปะแลกเปลี่ยนการบริหารงานทางเศรษฐกิจกับผู้บริหาร ธปท. เนื่องจากเห็นว่า ธปท.มีบทบาทสำคัญในการบริหารงานทางเศรษฐกิจและมีฐานะพิเศษเป็นธนาคารกลาง นอกจากนั้น ในช่วงที่ผ่านมาเห็นการกระทบกระทั่งระหว่างหน่วยงานรัฐกับธปท.หลายเรื่อง จึงต้องการทำความเข้าใจระหว่างกัน

          ทั้งนี้ ทั้งทีมเศรษฐกิจรัฐบาล และ ธปท.เห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปีนี้จะแย่มาก และฟื้นตัวในไตรมาส 3 โดย ธปท.ได้รายงานว่า จากการประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ จะโตเพียง 0.5-2.5% จากเดิมที่คาดว่าจะโตสูงถึง 3.8-5% ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดขณะนี้คือ ต้องประคองให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบการว่างงาน และผลกระทบโดยตรงที่จะเกิดกับประชาชน

          ส่วนประเด็นที่เป็นห่วงคือ การให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้ต้องจัดกลไกในการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์กล้าปล่อยกู้ขณะที่การอัดฉีดงบประมาณ 100,000 ล้านบาท และเงินที่ค้างอยู่ในส่วนองค์กรส่วนท้องถิ่นอีกกว่า 100,000 ล้านบาท บางส่วนจะใช้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเป็นช่องทางปล่อยสินเชื่อช่วยเกษตรกร และสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการรายกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี)

          นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงนโยบายการเงินในช่วงต่อไปของ ธปท.ว่า คงต้องผ่อนคลายต่อเนื่อง และเมื่อเห็นปัญหาตรงกันแล้วเชื่อว่าแนวทางการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงต่อไปคงไม่ใช่ปัญหา ขณะเดียวกันเชื่อมั่นว่าภายใต้การกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากนโยบายการคลัง และนโยบายการเงิน ประเทศไทยจะไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเกือน ธ.ค.จะอยู่ที่ 0.4% ก็ตาม

          ด้านนายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วย ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวถึงความเป็นห่วงของรัฐบาลถึงการใช้เกณฑ์กำกับสถาบันการเงิน ฉบับที่ 2 ของธนาคาร เพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บาเซิล 2) ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นวันแรกที่สถาบันการเงินไทยทุกแห่งเริ่มใช้เกณฑ์บาเซิล 2 ในการดำเนินงานตามกำหนดเดิมที่ได้ตกลงกันไว้ระหว่าง ธปท.และธนาคารพาณิชย์ซึ่งเชื่อว่าทุกคนเข้าใจว่า ธปท.ไม่ได้ใช้เกณฑ์ที่รุนแรงหรือเข้มงวดต่อธนาคารพาณิชย์ เกินไป ส่วนความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นของธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้นั้นเป็นภาวะปกติของการเข้าสู่เศรษฐกิจชะลอตัว

          ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่าในการประชุม ครม. ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนองบประมาณกลางปี 100,000 ล้านบาท เพื่อให้ครม.พิจารณา และหลังจากนั้นจะเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 21 ม.ค.นี้ ส่วนการจัดทำงบประมาณในปี 53 นั้น ยังคงขาดดุลต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะขาดดุลเท่ากับ ปีงบประมาณ 52 ที่ 250,000 ล้านบาท รวมกับงบประมาณกลางปีอีก 100,000 ล้านบาท จะรวมเป็น 350,000 ล้านบาท และการขาดดุลในปีงบ 53 ก็จะอยู่ที่ 350,000 ล้านบาทเช่นเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้ภายในระยะเวลา 2 ปีจากนี้จะมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ