Loading

ทุ่มแสนล.-9กลุ่ม กระตุ้นฟื้นศก

วันที่ : 8 มกราคม 2552
ทุ่มแสนล.-9กลุ่ม กระตุ้นฟื้นศก.

          ผุดถนน-น้ำไฟฟรี "มาร์ค"ยันงบไม่รั่ว

          รับมือศก.- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ประชุมครม.เศรษฐกิจ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ออก 9 มาตรการรับมือปัญหาเศรษฐกิจถดถอย พร้อมยืดเวลา 6 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาลที่แล้วออกไปอีก 6 เดือน ยกเว้นภาษีน้ำมันให้จัดเก็บตามเดิมแต่จะทยอยปรับราคาขึ้น เมื่อวันที่ 7 ม.ค.

          รัฐบาลทุ่มแสนล้านอุ้ม 9 กลุ่มเป้าหมาย หวังกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้ากระทุ้งเม็ดเงินเข้าระบบใน 6 เดือน ทั้งเกษตรกร บัณฑิตใหม่ คนตกงาน พร้อมหนุนใช้น้ำไฟฟรี เรียนฟรี สร้างถนนเพิ่ม ฯลฯ แต่จะปรับตัวเลขให้เหมาะสม และทำแผนให้เสร็จ ก่อนเสนอครม. 13 ม.ค.นี้ ขณะที่นายกฯมั่นใจนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และงบประมาณจะไม่รั่วไหล ด้านพลังงานเลิกอุ้มภาษีสรรพสามิต เตรียมดึง 3 พันล้านจากกองทุนน้ำมันชะลอปรับขึ้นราคา เกรงประชาชนเดือดร้อนหลังหมดอายุมาตรการ 6 เดือน

          เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 7 ม.ค. นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการหารือร่วมกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า เบื้องต้นที่ประชุมได้ข้อสรุปเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะมีการใช้งบกลางเพิ่มเติม 1 แสนล้านบาท ในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย 9 กลุ่ม คาดว่าจะสามารถกระตุ้นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ภายใน 3-6 เดือน โดยทุกหน่วยงานต้องจัดทำรายละเอียดให้แล้วเสร็จ เพื่อหารือกับตนและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อีกครั้ง ก่อนเสนอให้ ครม.เห็นชอบในวันที่ 13 ม.ค.นี้

          ซึ่งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจแบ่งเป็น 1.กลุ่มเกษตรกรรม ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่าขณะนี้มีการใช้เงินในโครงการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรแล้วประมาณ 1.1 แสนล้านบาท และยังมีเงินเหลือดำเนินโครงการต่อไป นายกฯจึงมอบหมายให้ไปศึกษาความจำเป็นที่รัฐจะต้องเข้าไปแทรกแซงราคาพืชผลทางการเกษตรชนิดอื่นหรือไม่ นอกเหนือจากข้าว เช่น ปาล์ม เป็นต้น

          2.กลุ่มผู้ใช้แรงงานนอกภาคเกษตร โดยจัดโครงการฝึกอบรมแรงงาน 5 แสนคน ทั้งบัณฑิตจบใหม่และผู้ถูกเลิกจ้าง มีสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นศูนย์ประสานงานร่วมกับกระทรวงแรงงานและกระทรวงต่างๆ ที่จะต้องรวบรวมตัวเลขแรงงานในภาคต่างๆ ที่เป็นปัญหามาลงทะเบียนเข้าโครงการดังกล่าวประมาณ 1-2 เดือน เพื่อพัฒนาความรู้และฝีมือเข้าไปทำงานในกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง 3.กลุ่มผู้ปกครองที่รัฐจะช่วยเหลือให้นักเรียนเรียนฟรี 15 ปี

          4.กลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะการใช้น้ำใช้ไฟฟรี 1 ในนโยบาย 6 มาตรการ 6 เดือนที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องไปอีก 6 เดือนทันที ไม่ต้องรองบประมาณ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนปริมาณการใช้น้ำและไฟฟ้าที่เหมาะสม เบื้องต้นกำหนดเพดานค่าน้ำอยู่ที่ 30-50 ยูนิต ค่าไฟอยู่ที่ 80-100 หน่วย เพื่อให้ประชาชนรู้จักประหยัดและยึดหลักให้การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง จึงยังไม่ได้ข้อสรุป

          ขณะเดียวกันมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม ไปศึกษาเกี่ยวกับการให้บริการระบบขนส่งมวลชนฟรีมาเสนออีกครั้ง ทั้งรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และรถไฟ แต่จะให้กระทรวงพลังงานยกเลิกการยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ที่จะครบกำหนดในวันที่ 1 ก.พ.นี้ โดยยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ และไม่เป็นภาระกับประชาชน

          5.การเพิ่มเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 6.การให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการที่มีการชะลอการเลิกจ้างงาน ในรูปของการค้ำประกันเงินกู้โดยธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกแห่งประเทศไทย (ธสน.) แก่ภาคส่งออก และการค้ำประกันเงินกู้โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม รวมถึงภาคท่องเที่ยว ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์มอบหมายให้กระทรวงการคลัง ติดตามสถานการณ์การสร้างบ้านและคอนโดมิเนียม ที่สร้างเสร็จแล้วแต่ขายไม่ได้ เพื่อป้องกันเกิดปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในอนาคต

          7.รัฐบาลจะเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณค้างท่อในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้เงินถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด 8.มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศประสานกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ใช้งบประมาณที่มีอยู่ทำการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ประเทศแบบบูรณาการ เพื่อดึงความเชื่อมั่นนอกเหนือจากการประชาสัมพันธ์ด้านการลงทุน

          และ 9.รัฐบาลมีแนวคิดในการใช้งบประมาณดำเนินโครงการถนนไร้ฝุ่น ตั้งเป้าหมายแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน เชื่อว่า 60% ของเม็ดเงินจะลงไปสู่ระดับรากหญ้าโดยตรง นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมและอปท. ไปพิจารณาการก่อสร้างถนนต่างๆ ตามความเหมาะสมกลับมาเสนอครม.สัปดาห์หน้า

          "งบประมาณที่คิดคร่าวๆ ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท จะใช้ในโครงการเรียนฟรี 15 ปี ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ช่วงเดือนพ.ค.นี้ คาดมีจำนวนนักเรียนประมาณ 12 ล้านคน และอีกประมาณ 6 หมื่นล้านบาท จะจ่ายเป็นเงินเดือนให้กับแรงงานที่อบรมฝีมือประมาณ 5 แสนคน" นายกอร์ปศักดิ์กล่าว

          นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการร.ฟ.ท.กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการให้ดำเนินการโครงการดังกล่าวต่อก็พร้อมที่จะทำ ซึ่งที่ผ่านมาค่อนข้างประสบผลสำเร็จ เพราะมีประชาชนใช้บริการเพิ่มมากขึ้นจากเดิมประมาณ 30% และที่ผ่านมาร.ฟ.ท.ก็ได้รับงบชดเชยจากรัฐบาลแล้วเป็นเวลา 4 เดือน (ส.ค.-พ.ย.2551) วงเงินรวม 270 ล้านบาท ส่วนของเดือนธ.ค.2551 ยังไม่ได้รับงบประมาณ

          นายวิชาญ คุณากูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมทางหลวงชนบทกล่าวว่า สำหรับโครงการถนนปลอดฝุ่นจะเน้นเฉพาะโครงการที่มีการออกแบบไว้แล้วเท่านั้น มีระยะทางรวมประมาณ 3,128 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 15,000 ล้านบาท ทั่วภูมิภาคของประเทศ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด เพราะพื้นที่กว้างและมีประชากรค่อนข้างมาก อย่างไรหากได้รับงบเชื่อว่าจะก่อสร้างได้เสร็จภายใน 6 เดือน นับจากที่ได้รับงบประมาณ

          นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานจะช่วยเหลือผู้ว่างงานประมาณ 5 แสนคน โดยขออนุมัติงบกลาง 5,200 ล้านบาท เฉลี่ยจ่ายให้กับผู้ว่างงานที่เข้าร่วมโครงการกับกระทรวงได้รายละ 5,000 บาท โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ 1.ผู้ที่ตกงานเนื่องจากบริษัทหรือโรงงานอุตสาหกรรมที่ปิดตัว คาดการณ์ว่าจะมีผู้ว่างงานประมาณ 8-9 แสนคน 2.ผู้ใช้แรงงานภาคเกษตรกร และ 3.กลุ่มนักศึกษาจบใหม่ 6-7 แสนคน

          น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานเตรียมเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไว้กว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อชะลอการปรับขึ้นราคาน้ำมันในวันที่ 1 ก.พ.ไม่ให้ปรับขึ้นทันที หากไม่เข้าไปช่วยน้ำมันจะปรับขึ้นตามภาษีสรรสามิต และภาษีอื่นๆ ที่ลดลงคือ แก๊สโซฮอล์ลิตรละ 3.88 บาท ดีเซลลิตรละ 2.71 บาท บี 5 ลิตรละ 2.47 บาท จะหมดเวลาลดภาษีในวันที่ 31 ม.ค.นี้ ซึ่งการที่รัฐไม่ต่ออายุนโยบายลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เนื่องจากเห็นว่าขณะนี้ราคาน้ำมันลดลงจนอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ไม่ก่อให้เกิดการใช้พลังงานที่ฟุ่มเฟือย

          ส่วนการพิจารณาราคาก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีในภาคครัวเรือนคงตรึงต่อไป สำหรับการทบทวนราคาแอลพีจีในภาคขนส่งและอุตสาหกรรมนั้น คงจะหารือในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในวันที่ 16 ม.ค. ซึ่งจะจัดทำหลายแนวทางให้ที่ประชุมพิจารณา ในส่วนหนี้การนำเข้าแอลพีจีที่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) นำเข้ามาก่อนรวมมูลค่า 8,900 ล้านบาทนั้น จะนำเงินกองทุนน้ำมันไปใช้หนี้ แต่จะเป็นรูปแบบการทยอยใช้คืน เพราะฐานะล่าสุดของกองทุนน้ำมันมีเงินรวม 10,000 ล้านบาท หากหักหนี้ค้างปตท.ในส่วนการส่งเสริมพลังงานทดแทน การดูแลราคาน้ำมันช่วงลดภาษีแล้วจะเหลือเงินสดประมาณ 200-300 ล้านบาทเท่านั้น

          รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงานแจ้งว่า วงเงินดังกล่าวคงไม่เป็นปัญหาต่อการบริหารจัดการ แต่หากมองภาพรวมทุกด้านอาจจะทำให้ฐานะกองทุนฯ เหลือเงินสดในการบริหารไม่มากนัก โดยเฉพาะต้องรอความชัดเจนนโยบายแอลพีจีเป็นสำคัญ ดังนั้นระยะยาวจำเป็นต้องเก็บเงินเข้ากองทุนเพิ่มเติมอีก ทั้งนี้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า เป็นโอกาสที่ดีสุดในการลอยตัวแอลพีจี แล้วใช้กองทุนน้ำมันฯบริหารจัดการ เพื่อไม่ให้ราคาปรับขึ้นมาก เพื่อลดผลกระทบกับประชาชน ในช่วงแรกหากราคาตลาดโลกสูงกว่าราคาในประเทศ ซึ่งเวลานี้แอลพีจีตลาดโลกราคาใกล้ระดับ 400 เหรียญต่อตัน ขณะที่ไทย 338 เหรียญต่อตัน หากลอยตัวราคาจะขยับน้อยมาก

          นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย กล่าวถึงนโยบายการใช้น้ำไฟฟรีว่า ควรจะลดปริมาณการให้บริการน้ำลง เพราะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ และเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนใช้น้ำใช้ไฟฟุ่มเฟือย เนื่องจากสำรวจพบว่าแต่ละครอบครัวใช้น้ำไม่เกิน 1,000 ลิตร ดังนั้นการประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาคจะขาดรายได้ เพราะหน่วยงานเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณในการพัฒนาองค์กร หากลดปริมาณการใช้น้ำฟรีลง จะทำให้การประปามีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งตนได้หารือกับผู้ว่าการการประปานครหลวงแล้ว และจะเสนอเข้าที่ประชุมครม.ภายในเดือนม.ค.นี้

          นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ระบุว่า นโยบายของรัฐบาลไม่มีอะไรโดดเด่น อีกทั้งนโยบายแก้ปัญหาเร่งด่วนก็ไม่น่าจะแก้ปัญหาได้จริงว่า ความจริงนโยบายมีความสอดคล้องกัน แต่อาจจะยังไม่ได้พูดจุดเน้นในส่วนอื่น ก็ต้องยอมรับว่า ขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่นกับแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ส่วนนโยบายหลังจากนี้ไปก็ยังมีอีกมากที่จะดึงออกมา ซึ่งเป็นความแตกต่างแต่ถ้าพูดในขณะนี้จะสับสน เพราะเราต้องแก้ปัญหาภาวะวิกฤตเฉพาะหน้าก่อน ส่วนนโยบายระยะยาวเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนก็ยังไม่ไปเน้น แต่ถ้าได้เน้นก็จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจน

          นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการประชุมครม.เศรษฐกิจว่า การทำงานของรัฐบาลกำหนดกรอบแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจทั้งหมด ซึ่งครม.เศรษฐกิจเห็นชอบกรอบดังกล่าวแล้ว จากนั้นจะนำไปสู่รายละเอียดในแต่ละมาตรการ รวมทั้งงบประมาณกลางปีเพื่อเสนอต่อที่ประชุมครม.เศรษฐกิจในสัปดาห์หน้า ก่อนที่จะผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมครม.ในวันที่ 20 ม.ค.

          "ถ้าดูภาพรวมทั้งหมดจะเห็นภาพว่ารัฐบาลกำลังเพิ่มกำลังซื้อ ลดภาระของประชาชนทั่วไป และจะมีมาตรการรองรับภาคธุรกิจเอกชน รวมทั้งเร่งรัดบทบาทของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในแง่การเสริมสร้างความเชื่อมั่น และประชาสัมพันธ์จะมีการขอให้หน่วยงานสำคัญๆ เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการส่งออก และกระทรวงการต่างประเทศ ก็จะนำงบที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์ทั้งหมด มาบูรณาการมาใช้ในการประชาสัมพันธ์ประเทศและเศรษฐกิจโดยรวม" นายกรัฐมนตรีกล่าว

          เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เงินในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเปล่าประโยชน์เหมือนงบมิยาซาว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โครงการของมิยาซาว่าก็มีส่วนสำคัญในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเงินที่ใช้ในโครงการหลักๆ มีความชัดเจนตามนโยบายรัฐบาล และเงินไม่มีทางรั่วไหล แต่จะรักษาการขยายตัวของเศรษฐกิจได้

          เมื่อถามว่าทำอย่างไรให้ปัญหางบประมาณค้างท่อหมดไป นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในส่วนของอปท.มั่นใจว่าจะเร่งรัดได้เพราะมีหลายรายการที่จะใช้จ่ายออกไปได้ทันที เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินเดือนบุคคลากรด้านการศึกษาที่รอการอนุมัติ อย่างไรก็ตามหลังจากที่ครม.อนุมัติแผนบริหารราชการแผ่นดินในวันที่ 13 ม.ค. มั่นใจว่าจะเร่งรัดการใช้จ่ายเงินงบประมาณได้            

   

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ