Loading

มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลมือใหม่ รีบทำเพื่อใคร

วันที่ : 29 ธันวาคม 2551
มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลมือใหม่ รีบทำเพื่อใคร?

เร่งเครื่องกันเต็มสูบสำหรับรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพราะหลังจากที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ก็พากันยกทัพ ยกทีมเศรษฐกิจออกเดินสายรับฟังความคิดเห็นและปัญหาทางธุรกิจจากทุกภาคส่วนไม่เว้นแต่ละวัน ตั้งแต่ ภาคแรงงาน ภาคอุตสาหกรรม ตลาดเงิน ตลาดทุน  ก็ได้รับเสียงชื่นชม ปรบมือ สำหรับความขยันขันแข็งและตั้งใจดีของรัฐบาล แต่ก็ งานเข้า จนได้ สำหรับขุนคลังคนใหม่ที่ชื่อ กรณ์ จาติกวณิช เพราะทันทีที่ออกมาตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการบังคับใช้มาตรฐานการกำกับสถาบันการเงิน เพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ ฉบับที่ 2 (บาเซิล 2) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมการศึกษาและวางแนวทางกันมาหลายปี ว่าควรจะเลื่อนการบังคับออกไปอย่างน้อยอีก 3 ปี คือ ให้ประกาศใช้ในปี 2555

ทั้งๆ ที่เกณฑ์บาเซิล 2 กำลังจะประกาศใช้ในปี 2552 แล้ว และจะเริ่มมีผลบังคับใช้เต็มที่ในปลายปี 2552 เรียกว่า เป็นสิ่งที่ได้เตรียมความพร้อม และเตรียมตัวกันมานานแล้ว ทั้งในส่วน ธปท.และธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น เมื่อระดับนโยบายมีแนวคิดที่จะเลื่อนการบังคับใช้ออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่าหากประกาศใช้ในขณะนี้จะทำให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อได้น้อยลงประมาณ 10% เนื่องจากจะต้องตั้งสำรองเงินกองทุนเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ใหม่ ฉะนั้น ถ้าหากเลื่อนเวลาการบังคับใช้ออกไปก่อน น่าจะทำให้ธนาคารพาณิชย์สามารถนำเม็ดเงินในส่วนที่จะต้องตั้งสำรองไปปล่อยสินเชื่อเพื่อสร้างสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจในภาวะที่กำลังชะงักงันแทน แต่ก็มีเสียงคัดค้านดังระงมออกมาจากทั้งภาคการเงิน และภาควิชาการทันทีโดยเฉพาะนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ที่เคยมีชื่อเป็นตัวเก็งจะเข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครั้งล่าสุด พูดเสียงดังฟังชัดว่า ขณะนี้ภาคเอกชนยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะเลื่อนใช้เกณฑ์บาเซิล 2 ออกไป เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ต่างเตรียมพร้อมทั้งบุคลากรและเม็ดเงินกันสำรองที่จะเข้าระบบนี้มานานแล้ว ดังนั้น ถ้าหากต้องการเลื่อนการใช้ออกไปก็ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าทำไมต้องเลื่อนการใช้มาตรการนี้ แต่ที่ถูกมองว่า เป็นการสะท้อนภาพมากที่สุดคือ นายประสารระบุชัดเจนว่า การจะเลิกหรือเลื่อนบาเซิล 2 ออกไปต้องอธิบายให้เข้าใจว่า สาเหตุที่ต้องเลื่อนเกิดจากอะไรมีเหตุผลอย่างไร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะหยิบมจากอากาศหรือพูดลอยๆ ต้องอาศัยการศึกษาอย่างละเอียด เพราะถ้ามาเลื่อนกะทันหันอาจจะทำให้ภายนอกสงสัยว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าถามตอนนี้ บาเซิล 2 ไม่ใช่อุปสรรคในการทำงานของธนาคาร แม้จะเลื่อนไปก็ไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพราะความเสี่ยงของลูกค้าเป็นอุปสรรคมากกว่านอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่สร้างความกังขาว่า ทำไมรัฐบาลอภิสิทธิ์โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง จึงเลือกที่จะช่วยคนกลุ่มนี้ก่อน นั่นก็คือการที่รัฐบาลเตรียมที่จะออกมาตรการดูแลกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2552 เป็นการชั่วคราว โดยถือเป็นนโยบายเร่งด่วนอันดับแรกที่รัฐบาลประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ในวันที่ 29-30 ธันวาคม 2551 เหตุผลของทั้งนายกรณ์และนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ก็คือ เพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยที่กำลังอยู่ในภาวะชะลอตัวมาก เพราะมั่นใจว่าคนจะตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น กระทรวงการคลังจะขยายสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีด้วยการเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีในส่วนของดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับผู้ที่กู้เงินเพื่อซื้อบ้านหลังใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านหลังแรก แต่จะต้องเป็นการซื้อบ้านในปี 2552 เท่านั้น จึงจะสามารถนำภาระดอกเบี้ยจากการผ่อนที่อยู่อาศัยไปหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้น 100% รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่า จากเดิมที่ประชาชนทั่วไปที่มีภาระผ่อนบ้านจะได้รับสิทธิในการนำอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายไปในแต่ละปีไปลดหย่อนภาษีได้ 100,000 บาทต่อปี เพิ่มเป็นมากกว่า 200,000 บาทต่อปี ส่วนจะต่อไปจนถึงปี 2553 หรือไม่ กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะให้สิทธิลดหย่อนทยอยลงแบบเป็นขั้นบันไดด้วยหรือไม่ เพราะผู้กู้ซื้อบ้านส่วนใหญ่จะผ่อนชำระนาน 10-15 ปี นอกจากนี้ ยังโฟกัสขอบเขตการช่วยเหลือไปถึงคนที่กู้เงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคา 7-8 ล้านบาท ด้วยเหตุผลว่า จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้มาก เพราะคนกลุ่มดังกล่าวยังมีกำลังซื้อ ถ้าได้รับข้อเสนอที่จูงใจเพียงพอ เกิดคำถามว่า ทำไมต้องเป็นตัวเลขบ้านราคาไม่เกิน 8 ล้านบาท มีผู้ประกอบการกี่รายที่เหลือบ้านราคาระดับนี้อยู่บ้าง มีความเกี่ยวโยงกับใครหรือไม่ เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีอสังหาริมทรัพย์ในครั้งนี้เป็นพิเศษไม่ใช่คนรากหญ้าหรือแม้แต่คนชั้นกลางทั่วไป แต่เป็น "คนรวย" แล้วทำไมต้องรีบเร่งช่วยกลุ่มนี้เป็นอันดับแรก ถึงขนาดจะต้องโยนหินถามทางออกมาดังๆ ก่อนที่จะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพราะจะเป็นมาตรการแรกที่จะถูกดันเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันที หลังจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่กลุ่มรากหญ้า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ท่องเที่ยว และบริการ ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ในขณะนี้ เพราะนักท่องเที่ยวหดหาย ของขายไม่ออก ส่งออกไม่ได้ แม่ค้าย่านพัทยาแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทยถึงกับเอ่ยปากว่า "โน แฮฟ ฝรั่ง" ทั้งๆ ที่กลุ่มคนรากหญ้าเป็นเส้นเลือดหลักของรายได้ของประเทศไทย แต่ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะช่วยอย่างไรมีเพียงคำยืนยันจากปากขุนคลังเองว่า รัฐบาลจะดูแลทุกภาคส่วน ทุกคนให้อยู่รอดอย่างดีที่สุด เพียงแต่จะต้องรอหลังการแถลงนโยบาย แม้ว่าสิ่งที่รัฐบาลจะเกริ่นออกมาในขณะนี้ จะมีทั้งเสียงตอบรับที่ดีและเสียงตอบรับในเชิงตั้งคำถาม แต่ก็น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับรัฐบาลป้ายแดงที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์พอมีโอกาสได้สวม "หัวโขน" มวยอินเตอร์ก็อาจกลายเป็นมวยวัด ลืมลีลาที่เคยซ้อมโชว์มานานถึง 7-8 ปีสิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดกับทุกภาคส่วน และต้องทำเร็ว เนื่องจากปัญหาเฉพาะหน้าของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ที่กำลังยืนอยู่ปากเหวมีมากมาย อย่างเช่น ภาคธุรกิจการส่งออก ท่องเที่ยว และภาคบริการ ที่สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจหลายสถาบันพยากรณ์เอาไว้ว่า จะก้าวลงสู่จุดต่ำสุดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 และน่าจะส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 2

มีแนวโน้มสูงที่ประเทศไทยจะมีภาวะเศรษฐกิจแบบถดถอย (Recession) คือ อัตราการเจริญเติบโตติดลบ ติดต่อกันสองไตรมาส ได้แก่ ไตรมาส 4 ปี 2551 และไตรมาสแรกของปี 2552 ขณะที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2552 จะอยู่ระหว่าง 0-2% เท่านั้น ถือเป็นการขยายตัวที่ต่ำมากในรอบ 10 ปี ถือว่าเป็นสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรงมาก

ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรต้องระมัดระวัง เพราะสิ่งที่ผู้คนคาดหวังรัฐบาลอภิสิทธิ์หลังจากประเทศชาติสะบักสะบอมมาเกินพอ คือต้องการให้มาช่วยแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศโดยเร็ว สำหรับทีมเศรษฐกิจที่เรียกได้ว่าน่าจะใหม่ถอดด้ามสำหรับการบริหารเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะขุนคลัง ที่แม้จะผ่านงานภาคเอกชนมาอย่างโชกโชน แต่ประสบการณ์ในการบริหารภาครัฐยังถือว่าเป็น ""มือใหม่"" ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็นภาพของความเป็น ""รัฐบาลมืออาชีพ"" เพราะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจวันนี้ จะปล่อยให้ผิดพลาดไม่ได้ ทำเนียบรัฐบาลไม่ใช่สถานที่ ""ฝึกงาน"" ของใคร ทุกอย่าต้องเป็น ""ของจริง"" โดยเฉพาะการแก้ปัญหาของกลุ่มรากหญ้า และเอสเอ็มอี คนกลุ่มใหญ่ของประเทศที่กำลังจะเดือดร้อนมากกว่าเพื่อนในยามนี้

ที่มา :หนังสือพิมพ์มติชน

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ