Loading

ไล่บี้หอพักเถื่อนขึ้นทะเบียน! _ปิดช่องเลี่ยงภาษี-มั่วสุม/พม.ผนึกกทม.-อบต.ขีดเส้น 1 ม.ค.5

วันที่ : 27 พฤศจิกายน 2551
ไล่บี้หอพักเถื่อนขึ้นทะเบียน! _ปิดช่องเลี่ยงภาษี-มั่วสุม/พม.ผนึกกทม.-อบต.ขีดเส้น 1 ม.ค.52

จากกรณีที่ ผู้ประกอบการ หอพักทั่วประเทศ ยังคงเพิกเฉยไม่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแยกอาคารชาย-หญิง ตามมาตรการจัดระเบียบหอพัก ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อป้องกันมิให้ นิสิต นักศึกษาหญิง-ชาย จับคู่อยู่ด้วยกัน กระทั่งกลายเป็นแหล่งมั่วสุมทางเพศและยาเสพติด ก่อให้เกิดปัญหาสังคมและอาชญากรรมตามมา ซึ่งได้ผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมา นั้น              ล่าสุด แหล่งข่าวจาก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผย""

ฐานเศรษฐกิจ""ว่า ได้ผ่อนปรนให้วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นวันสุดท้าย ของการจัดระเบียบหอพัก กรณีการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหอพัก ที่มีนักเรียน นิสิตนักศึกษา เช่าอยู่อาศัยในอาคาร ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ยื่นจดทะเบียนต่อ สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและพิทักษ์เด็กและเยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการและผู้สูงอายุ ที่กระทรวง และ สำนักพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)หอพัก พ.ศ. 2507 และกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบกิจการหอพักพ.ศ. 2549

                อย่างไรก็ดี ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผ่อนผัน ซึ่งกระทรวง จะร่วมกับสำนักงานเขตทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร (กทม.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และส่วนราชการของจังหวัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด หากพบว่าหลังจากวันที่ 1 มกราคม ยังมีหอพักที่อยู่ในข่ายไม่ขึ้นทะเบียน จะมอบให้ตำรวจ ดำเนินการจับกุมเพื่อดำเนินคดี และฟ้องศาลเพื่อลงโทษสูงสุดคือจำคุก 6 เดือนได้ทันที

                ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ กระทรวงได้กำหนดเส้นตายให้ วันที่ 1 มิถุนายน 2551 เป็นวันสิ้นสุดของการยื่นจดทะเบียน แต่ปรากฏว่า มีผู้ประกอบการขอผัดผ่อน อ้างว่ายังไม่พร้อม กระทั่งต้องกำหนดเส้นตายใหม่ ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีหอพักที่ขึ้นทะเบียนแยกอาคารชาย-หญิงถูกต้อง 12,000 ราย ส่วนอีก 30,000-40,000 รายยังเพิกเฉย และเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบมีกำลังไม่เพียงพอ ประกอบกับบทลงโทษค่อนข้างเบาคือ ปรับไม่เกิน 2,000 บาท และจำคุก 6 เดือน ซึ่งกรณีจำคุกนั้น จะต้องเป็นอำนาจในชั้นศาลชี้ขาดทำให้ ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการยอมเสียค่าปรับ 2,000 บาท เพื่อแลกกับ ผลกระทบจากการขึ้นทะเบียนแยกอาคารหญิง-ชายโดยเฉพาะหอพัก อพาร์ตเมนต์ขนาดใหญ่ ที่เสี่ยงต่อการสูญเสียผู้เช่า ทั้งนักศึกษาและผู้ที่ทำงานแล้ว เพราะอาจได้รับความไม่สะดวกต่อการโยกย้ายห้องพักและ การตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่

                อีกประเด็นที่พบกรณีไม่ขึ้นทะเบียนหอพัก คือ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักหลบเลี่ยงภาษีโรงเรือน และมักแจ้ง การเสียภาษีต่อหน่วยงานท้องถิ่น ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง บางอาคารที่เป็นหอพักขนาดเล็ก ที่แฝงโดยเปิดชั้นล่างเป็นร้านค้าขณะที่ชั้นบน กั้นเป็นห้องพัก อาคารเหล่านี้แจ้งว่าเป็นร้านค้ากับอาคารพาณิชย์ แต่จะปกปิดว่าเป็นหอพัก ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนี้ยังหลบเลี่ยงภาษีเงินได้ของกรมสรรพากร ในแต่ละปีอีกด้วย ซึ่งการขึ้นทะเบียนหอพักนั้น ทุกอาคารจะต้องแจกแจง รายละเอียดของเอกสารหลักฐานของผู้เช่า ซึ่งง่ายต่อการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังของทั้งกรมสรรพากรและหน่วยงานท้องถิ่น

                ด้านนายปรีชา สุขสนเทศ ผู้อำนวยการสำนักการคลัง กทม. กล่าว ยอมรับว่า กทม.จัดเก็บภาษีโรงเรือน ประเภท หอพัก อพาร์ตเมนต์ แฟลต รั่วไหล นอกจากอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น เนื่องจากอาคารดังกล่าวมักยื่นเสียภาษีโรงเรือนต่อสำนักงานเขต โดยระบุตัวเลขของจำนวน ผู้เช่า พัก ไม่ตรงกับ ข้อเท็จจริง เช่น มีหอพัก อพาร์ตเมนต์คนเช่าเต็ม 120 ห้อง แต่กลับระบุว่ามีคนเช่า 50-80 ห้อง หรือ บางอาคารอ้างว่าผลประกอบการไม่ดี คนตกงานมาก ห้องพักว่าง 50 ห้องเป็นต้น ทั้งนี้ กทม.ใช้อัตราจัดเก็บภาษี โรงเรือน คือ 1 เดือนครึ่ง ของราคาค่าเช่าห้องพัก ยกตัวอย่างหากค่าเช่าห้องพัก 1,000 บาทต่อห้อง เท่ากับ 1,500 บาท ดังนั้น 1 ปี เจ้าของหอพักจะเสียภาษี 15,000 บาท ต่อ 1ห้อง เป็นต้น

                "" หลายรายมักยื่นแจ้งเสียภาษีว่าห้องว่าง 50 % หรืออีกกรณีคือ ใช้บ้าน อาคารพาณิชย์กั้นห้องเช่า แต่แจ้งว่าเป็นบ้านพักอาศัยก็มี ซึ่งเจ้าหน้าที่เองก็ไม่มีกำลังลงไปตรวจสอบ และเจ้าของมักปกปิดข้อมูล มีทางเดียวก็คือ ขึ้นทะเบียน และ การร้องเรียนของผู้ที่พบเห็น""

                เช่นเดียวกับแหล่งข่าวจากกรมสรรพากร เปิดเผยว่า มีหอพักขนาดเล็กจำนวนมากที่หลบเลี่ยง ภาษีเงินได้ เพราะ ไม่มีการแจ้งการเสียภาษี รวมถึงรายใหญ่ที่บอกตัวเลขที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

                ด้าน วรางคณา นนทโชติ แห่งหอพักรายหนึ่งย่านประชาชื่น ให้ข้อเท็จจริงกับ""ฐานเศรษฐกิจ"" ว่า ไม่มีใครกล้าขึ้นทะเบียน เพราะต้องเปิดเอกสารหลักฐาน จำนวนห้องพักและรายละเอียด ของผู้เช่าต่อทางราชการทั้งหมด และยอมรับว่า ผู้ประกอบการหอพัก ส่วนใหญ่มักเลี่ยงภาษีโรงเรือน เช่น มี ผู้เช่า 50 ห้อง แต่กลับแจ้งว่ามี 30 ห้อง และ ภาษีเงินได้ 15 % ต่อปี จากรายได้ เพราะต้องการลดค่าใช้จ่าย

                ขณะที่ แหล่งข่าวจาก M.C.F. แมนชั่น ย่านรามคำแหง ยืนยันว่าไม่มีการหลบเลี่ยงภาษี แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการทุกรายกลัวที่สุดคือการสูญเสียรายได้จากมาตรการดังกล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ