Loading

เสนอ 3 แนวทางกระตุ้นเศรษฐกิ

วันที่ : 25 พฤศจิกายน 2551
เสนอ 3 แนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ

          อุ้มเอสเอ็มอี-ลดภาษีแวตเหลือ 4%กระทุ้งแบงก์ชาติลดดอกเบี้ย 1.5%

          นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บล. ภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่อง มองเศรษฐกิจไทยสู่โลก : สร้างโอกาสด้วย อัลเทอร์เนทีพ อินเวสท์เม้นท์ ว่า ต้องการเสนอนโยบาย 3 แนวทางให้กับรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ หากการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า โดยควรร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ ค้ำประกันความเสียหายที่เกิดจากการปล่อยกู้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ฝ่ายละ 50% เนื่องจากการขอสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจดังกล่าวจะทำได้ยากขึ้นหลังเกิดปัญหาวิกฤติการเงิน หากรัฐเข้าไปช่วยเหลือจะเป็นผลดีต่อ การว่างงานที่อาจลดน้อยลง เพราะธุรกิจดังกล่าวมีแรงงานเป็นจำนวนมาก หากธุรกิจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้จำนวนผู้ว่างงานก็จะเพิ่มขึ้นตาม  มาด้วย

          ส่วนแนวทางที่ 2 คือ การลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เหลือ 4% ในระยะสั้นเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งดีกว่าการลดภาษีนิติบุคคลหรือภาษีบุคคลธรรมดา เนื่องจากจะได้ประโยชน์เมื่อมีการบริโภค และเป็นการช่วยคนจนมากกว่าคนรวย ขณะที่ผู้บริโภคก็มั่นใจผลิตสินค้ามากขึ้น โดยเชื่อว่าการลดแวตนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปประมาณ 80,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากนัก อีกทั้งยังมีข้อดีที่ทำให้ไม่มีการคอร์รัปชั่น เพราะเงินจะไม่รั่วไหลระหว่างทาง

          นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรลดอัตราดอกเบี้ยลง 1.5% เพื่อทดแทนความต้องการซื้อจากต่างประเทศที่หายไปจากผลกระทบทางวิกฤติ ซึ่งหากรัฐบาลกลัวภาวะเงินฝืดจริง ควรลดอัตราดอกเบี้ยให้เร็วที่สุด เนื่องจากปัจจุบันตลาดกลัวเงินฝืดเป็นปัญหามากกว่าเงินเฟ้อ สำหรับจีดีพีของไทยในปีหน้าคาดเติบโต 3.3% โดยประเมินภายใต้การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และปัญหาการเมืองในประเทศที่ยืดเยื้อออกไปอีก 2-3 ปี ซึ่งปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อในขณะนี้ได้สะท้อนไปที่ราคาหุ้น แต่ประเมินได้ยากว่าจะจบลงอย่างไร

          นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ต้องการให้ธปท.ลดดอกเบี้ยเงินฝากที่ธปท.จ่ายให้ธนาคารพาณิชย์จาก 3% เหลือเพียง 1% เพราะหากผลตอบแทนที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับลดลงจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์หาช่องทางในการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจเพิ่มขึ้น ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า คาดว่าจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์และยูโร เนื่องจากการที่สหรัฐและยุโรปประสบปัญหาวิกฤติการเงินจะใช้มาตรการขาดดุลงบประมาณ ขณะที่ธนาคารกลางจะใช้เครื่องมือทางการเงินในการแก้ปัญหา ซึ่งจะทำให้มีภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น ผลกระทบที่ตามมาคือ เงินสกุลดอลลาร์และยูโรจะอ่อนค่าลง ขณะที่เงินสกุลเอเชีย รวมถึงเงินบาทไทยอาจมีการแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย

          นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า ต้องการให้รัฐเข้ามาปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะธุรกิจนี้มีการจ้างงานจำนวนมาก แต่ต้องมีการแยกบัญชีให้ชัดเจน ไม่ใช่นำบัญชีรวมกันเหมือนที่ผ่านมา เมื่อเกิดความเสียหายก็อ้างว่าเป็นผลจากนโยบายของรัฐบาล

          นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ กรรม การผู้อำนวยการ บลจ. ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า เห็นด้วยกับรัฐบาลที่จะอัดงบประมาณกลางปีเพิ่มอีก 100,000 ล้านบาท แต่โอกาสที่จะเห็นงบออกเป็นรูปธรรมในปีหน้านั้น ไม่น่าจะมีจำนวนมากนัก ซึ่งรัฐต้องเร่งเบิกจ่ายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ

 

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ