Loading

ไทยส้มหล่นจีนทุ่มเงินฟื้น ศก.ฉวยวิกฤติสร้างโอกาสลงทุน

วันที่ : 16 พฤศจิกายน 2551
ไทยส้มหล่นจีนทุ่มเงินฟื้น ศก.ฉวยวิกฤติสร้างโอกาสลงทุน

ประเทศซึ่งได้รับสมญานามว่า โรงงานของโลกอย่างประเทศจีนกำลังได้รับผลกระทบจากพิษวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกครั้งนี้อย่างยากจะหลีกเลี่ยง โดยภาคส่งออกของจีนที่ชะลอตัวต่อเนื่องส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเติบโตชะลอเหลือ 8.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2550 (YOY) ถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 7 ปีของจีนซึ่งคาดว่า ธุรกิจ SMEs ส่งออกของจีนยังคงต้องเผชิญกับผลกระทบของภาคส่งออกที่ยังคงซบเซาต่อเนื่อง ทั้งนี้ จีนถือเป็นศูนย์รวมผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกวิสาหกิจขนาดเล็กและกลางขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะในเมืองเหวินโจว มณฑลเจ้อเจียงซึ่งเป็นแหล่งรวมผู้ผลิตขนาดเล็กและกลางมากที่สุดในประเทศจีน

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาวิสาหกิจขนาดเล็กและกลางของจีนหลายรายต่างต้องเผชิญกับผลกระทบจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจโลกและความกดดันจากสถาบันการเงินในประเทศที่เพิ่มความเข้มงวดด้านการปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการตามนโยบายการเงินของรัฐบาลจีนเพื่อสกัดกั้นความร้อนแรงทางเศรษฐกิจและบรรเทาภาวะเงินเฟ้อภายในประเทศ โดยจากการรายงานของคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2551 มีผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดเล็กและกลางในประเทศจีนต้องปิดตัวลงจำนวน 67,000 ราย เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ค้ารายสำคัญของจีน

 

ทั้งนี้ ธุรกิจวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางของจีนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศโดยคิดเป็นสัดส่วน 60%ของจีดีพี และคิดเป็นสัดส่วนการส่งออก 68% ของสัดส่วนการส่งออกทั้งหมด อีกทั้งยังสนับสนุนการจ้างงานภายในประเทศ 75% และสร้างรายได้ทางภาษีคิดเป็นสัดส่วน 45% ของรายได้จากภาษีทั้งหมดของภาครัฐ ปัจจุบันประเทศจีนมีจำนวนธุรกิจวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางประมาณ 40 ล้านราย ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 4.3 ล้านรายได้ดำเนินการจดทะเบียนการค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งกว่า 95% เป็นผู้ประกอบการจากภาคเอกชน

 

เศรษฐกิจจีนชะลอตัว

ภาพรวมของเศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 ชะลอตัวเหลือตัวเลขหลักเดียวเป็น 9.0% เทียบกับการเติบโตร้อยละ 10.1 ในไตรมาสที่ 2 และ 10.6 ในไตรมาสแรกของปีเดียวกันตามลำดับ ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ เศรษฐกิจจีนขยายตัวต่ำสุดในรอบ 5 ปี ทั้งนี้ปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจีนคือ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาจากวิกฤติภาคการเงินสหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2550 จนลุกลามถึงปัจจุบันซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะสินเชื่อตึงตัวทั่วโลก (Credit crunch) และได้ขยายวงกว้างไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของจีนโดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดเล็กและกลางของจีนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงเนื่องจากต้องพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนเกือบ 69% โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2551 การส่งออกของจีนชะลอตัวลดลงเหลือ 22% (YOY) จาก 27% (YOY) ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะที่การนำเข้าขยายตัวเพิ่มขึ้น 29% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2550 ที่ขยายตัว 19.1%

 

          นอกจากปัญหาที่ตลาดส่งออกหลักของจีนอย่าง สหรัฐ ยุโรป และ ญี่ปุ่น ชะลอการนำเข้าสินค้าตามกำลังซื้อที่อ่อนแรงลงจากผลกระทบของวิกฤติการเงินโลกแล้ว ภาวะค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นและค่าแรงงานที่ถีบตัวสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงในช่วงที่ผ่านมา กอปรกับนโยบายการพัฒนาประเทศของกฎหมายฉบับใหม่ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงและยกระดับคุณภาพชีวิตของชนชั้นแรงงานจีนให้ดีขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อผลกำไรของผู้ประกอบการรายย่อยหลายรายในประเทศจีนที่ลดต่ำลง ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายที่ไม่สามารถแบกรับภาระหนี้สินและการสั่งซื้อที่ลดลงจนต้องปิดกิจการลง

 

คู่ค้าจีนรับส่งผลกระทบต่อ SMEs จีน

          กลุ่มประเทศคู่ค้ารายสำคัญของจีน ได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น กลุ่มประเทศอาเซียน ฮ่องกง เกาหลี ไต้หวัน ออสเตรเลีย อินเดีย และ รัสเซีย เป็นต้น โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2551 กลุ่มสหภาพยุโรปเป็นกลุ่มประเทศที่มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศกับประเทศจีนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 โดยครองสัดส่วน 16.4% รองลงมาคือ สหรัฐ 12.7% ญี่ปุ่น 10.3% และกลุ่มประเทศอาเซียน 9.3% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศบางประเทศในช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา พบว่าสัดส่วนทางการค้าระหว่างประเทศจีนและสหรัฐ ปรับตัวลดลงร้อยละ 1.4 ขณะที่ญี่ปุ่นและฮ่องกงปรับตัวลดลงด้วยเช่นกัน โดยลดลง 0.6% และ 1.2% ตามลำดับ

 

          นอกจากนี้ การส่งออกของจีนไปยังตลาดหลัก 5 อันดับแรก ล้วนขยายตัวในอัตราชะลอลงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น และ ฮ่องกง ยกเว้นตลาดเอเซียนที่ยังคงเติบโตในอัตราเร่งขึ้น ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะประเทศอาเซียนได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลกในระดับรุนแรงน้อยกว่าอีก 4 ประเทศข้างต้น ประกอบกับจีนเป็นแหล่งนำเข้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปที่สำคัญของอาเซียนซึ่งอาเซียนได้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้ Asean-China FTA ทำให้การส่งออกของจีนไปอาเซียนยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง 

 

            วิกฤติภาคการเงินของสหรัฐ ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก จนนำไปสู่ภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญของจีน อาทิ สหรัฐ สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบเป็นลูกโซ่ต่อธุรกิจ SMEs จีน โดยทำให้ยอดส่งออกสินค้าจากประเทศจีนไปยังประเทศคู่ค้ารายสำคัญเหล่านี้ลดน้อยลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่ซบเซา ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจ SMEs จีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อการส่งออกตามคำสั่งซื้อของลูกค้าต่างประเทศจึงได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกถดถอยที่อำนาจซื้อในตลาดหลักๆ อ่อนแรง รวมถึงปัญหาสินเชื่อตึงตัวจากวิกฤติการเงินโลกทำให้ธุรกิจที่สั่งซื้อสินค้าจากจีนต้องประสบความลำบากในการขอสินเชื่อและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นด้วย การส่งออกของธุรกิจ SMEs จีนที่ได้รับผลกระทบมากเป็นกลุ่มที่ผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานมาก

 

           เนื่องจากต้องแบกรับภาระต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นด้วย รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ ค่าเงินหยวนในปัจจุบันเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2550 ปรับตัวแข็งค่าขึ้น 6.8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และ 19.6% เมื่อเทียบกับค่าเงินยุโรปทำให้สินค้าส่งออกของจีนมีขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านราคาที่ลดลงในตลาดสหรัฐ และ ยุโรป

 

          ทั้งนี้ ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยข้างต้น ได้แก่ ธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มสำเร็จรูป ธุรกิจของเล่น ธุรกิจรองเท้าและเครื่องหนัง ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า และ ธุรกิจของตกแต่งบ้าน เป็นต้น โดยสถิติล่าสุดจากกรมศุลกากรแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2551 กลุ่มธุรกิจ SMEs ในเมืองตงกวน มณฑลกว่างตงซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งโรงงานผลิตของเล่นที่สำคัญของประเทศจีนมีมูลค่าการส่งออกของเล่นจำนวนทั้งสิ้น 1.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวลดลงร้อยละ 2 จากช่วงเดียวกันของปี 2550 โดยเฉพาะการส่งออกของเล่นไปยังตลาดสหรัฐ ซึ่งปรับตัวลดลงเกือบ 15% นอกจากนี้ การส่งออกของธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มสำเร็จรูปจากจีนไปยังสหรัฐ พบว่ามีการชะลอตัวด้วยเช่นกัน โดยในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2551 มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวลดลงเกือบ 17%

 

 SMEs จีน ผลกระทบต่อไทย

          สถานการณ์ของผู้ประกอบการส่งออก SMEs จีนที่ต้องปิดตัวลงจำนวนมากสะท้อนให้เห็นว่า การส่งออกของธุรกิจ SMEs จีนได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยโลกในครั้งนี้ ซึ่งเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มหดตัวจนถึงกลางปี 2552 คาดว่าส่งผลให้เศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาการส่งออกชะลอลงด้วย ซึ่งรายงานล่าสุดจากคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีนระบุว่า สถานการณ์การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนอาจมีระยะยาวนานรวม 3 ปี โดยอาจทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตลดลงเป็นเลขหลักเดียวตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปี 2553 อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทางการจีนได้ออกแผนกระตุ้นเศรษฐกิจโดยทุ่มงบประมาณมหาศาลเป็นมูลค่าสูงถึง 4 ล้านล้านหยวน (586 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งจะดำเนินการจนถึงปี 2553 โดยจะใช้งบประมาณมูลค่า 100 พันล้านหยวนในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 นี้ เพื่อดำเนินแผนการกระตุ้นการบริโภคและภาคการลงทุนภายในประเทศภายใต้ 10 มาตรการ ซึ่งส่งเสริมการขยายตัวและการพัฒนาด้านต่างๆ ได้แก่ ระบบการเงิน การส่งออก อสังหาริมทรัพย์ การพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานภายในประเทศและการพัฒนาความเป็นอยู่ในชนบท เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 586 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ของจีนอาจใช้เวลากว่าจะเห็นผลที่ชัดเจน ดังนั้น คาดว่าในระยะสั้นนี้ เศรษฐกิจจีนอาจจะยังคงชะลอตัวลงไปอีก

 

            ในส่วนของธุรกิจ SMEs จีน ซึ่งมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศจีนนั้น ทางรัฐบาลจีนได้ดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นภาคการบริโภคภายในประเทศโดยการสนับสนุนให้ภาคธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ให้แก่ผู้ประกอบการมากขึ้นเพื่อเป็นการปรับสภาพคล่องในตลาดโดยยกเลิกนโยบายจำกัดโควตาเพื่อปล่อยกู้ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs จีน อีกทั้งทางการจีนยังออกมาตรการช่วยเหลือภาคการส่งออกในด้านภาษีที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากผลประกอบการของผู้ประกอบการที่หดตัวลงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ทางการจีนได้ออกมาตรการเพิ่มอัตราคืนภาษีส่งออก (Export Tax Rebates) ให้แก่ผู้ผลิตสินค้ามากกว่า 3,000 รายการ ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SMEs จีนอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลกโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มสำเร็จรูป รองเท้า และ ของเล่น เป็นต้น นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนสภาพคล่องทางธุรกิจและพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันของ SMEs จีน ทางรัฐบาลจีนได้จัดงบประมาณสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs จีนมูลค่า 1 พันล้านหยวน เพื่อประกันสินเชื่อของ SMEs จีนอีกด้วย

 

ผลดีที่ต้องรีบฉวยโอกาส

ทั้งนี้ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยจำกัด เห็นว่า มาตรการที่รัฐบาลจีนดำเนินการอยู่ในขณะนี้น่าจะช่วยทำให้ธุรกิจ SMEs จีน เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ดีขึ้น สินค้าส่งออกของธุรกิจ SMEs แข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้นในตลาดโลก นอกจากนี้ธุรกิจ SMEs จีนยังจะได้รับการพัฒนาและปรับปรุงไปอีกก้าวโดยนำการคิดค้นวิจัยและพัฒนาสินค้านวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะเป็นการช่วยให้ผู้ผลิตจีนตระหนักถึงความสำคัญเกี่ยวกับการเพิ่มมูลค่าของสินค้าด้วยเทคโนโลยีและการออกแบบมากกว่าความได้เปรียบจากการเป็นผู้ผลิตสินค้าที่ต้องพึ่งพาแรงงานราคาถูกเท่านั้น

 

           สำหรับผลกระทบต่อไทยนั้น คาดว่า การส่งออกสินค้าของไทยประเภทวัตถุดิบ/กึ่งวัตถุดิบไปจีนซึ่งใช้สำหรับการผลิตภาคอุตสาหกรรมอาจชะลอตัวลง เนื่องจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนเติบโตชะลอลงตามภาคส่งออกที่ซบเซา โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเติบโต 8.2% (YOY) ซึ่งต่ำสุดในรอบ 7 ปี ทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าขั้นต้น/ชั้นกลางจากประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยชะลอตามไปด้วย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ SMEs ไทยอาจยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงจากจีน

 

          โดยเฉพาะการเพิ่มอัตราภาษีคืนส่งออกให้กับธุรกิจจีนส่งผลให้สินค้าส่งออกจีนมีขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านราคาที่ดีขึ้นในตลาดโลก อีกทั้งการแข่งขันกันระหว่างผู้ประกอบการ SMEs ไทยและจีนมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบใหม่ที่ปัจจุบันจีนเน้นการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าโดยมีเป้าหมายยกระดับสินค้าส่งออกไปสู่ตลาดระดับบนมากขึ้นแทนการผลิตสินค้าราคาต่ำ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความกดดันทางการแข่งขันให้เพิ่มสูงขึ้นโดยผู้ประกอบการ SMEs ไทยอาจต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับสินค้านวัตกรรมเพิ่มขึ้นทั้งในด้านเทคโนโลยีและการออกแบบโดยการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ภายใต้วิกฤติย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ ผู้ประกอบการ SMEs ไทยอาจพลิกความท้าทายดังกล่าวให้เป็นโอกาสโดยพิจารณาหาช่องทางเข้าไปเจาะตลาดในประเทศจีนเนื่องจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศของจีนซึ่งหันมาให้การสนับสนุนภาคการบริโภคภายในประเทศแทนการพึ่งพาการส่งออกในตลาดต่างประเทศ โดยใช้มาตรการยกระดับรายได้ของประชาชนและกระตุ้นการเติบโตของภาคเศรษฐกิจภายในประเทศ ได้แก่ ภาคอสังหาริมทรัพย์

 

          ทำให้คาดว่า เศรษฐกิจภายในจีนน่าจะยังคงเติบโตต่อไปได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการดึงดูดผู้บริโภคในตลาดจีน ผู้ประกอบการ SMEs ไทยอาจใช้เอกลักษณ์ความเป็นไทยและใช้กลยุทธ์การประยุกต์สินค้าให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคชาวจีน โดยสินค้า SMEs ไทยที่น่าจะได้รับความนิยมในตลาดจีนคือ อาหารและผลไม้แปรรูป รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางโดยเฉพาะสินค้าสปา เป็นต้น เนื่องจากในมุมมองของผู้บริโภคชาวจีนนั้น สินค้าไทยมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกทั้งในด้านของคุณภาพและความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสินค้าไทย ดังนั้น สินค้าไทยจึงน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวจีน อย่างไรก็ตาม ในกรณีการเข้าไปลงทุนในจีนผู้ประกอบการ SMEs ไทย ไม่ควรมองข้ามความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในตลาดจีน อาทิ ข้อบังคับและกฎหมายต่างๆ และความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน เป็นต้น

 

ผลิกวิกฤติบุกตลาดจีน

          มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนมูลค่า 586 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่จะดำเนินการจนถึงปี 2553 อาจต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลดังกล่าว โดยคาดว่า ในระยะสั้นนี้ผลกระทบจากสถานการณ์การเงินโลกอาจส่งผลให้ภาคส่งออกของจีนชะลอตัวลงไปอีก สำหรับธุรกิจ SMEs จีนซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศจีนต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายจากภาคส่งออกที่ชะลอตัว กลุ่มสินค้า SMEs จีนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงเป็นกลุ่มธุรกิจส่งออกที่ใช้แรงงานมากที่ต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนแรงงานที่ปรับเพิ่มขึ้นและต้นทุนการเงินที่สูงขึ้นด้วยจนทำให้ผู้ประกอบการ SMEs จีนจำนวนมากต้องปิดกิจการลง

 

          อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของธุรกิจ SMEs จีนที่กล่าวมาดังกล่าวข้างต้น อาจบรรเทาลงเนื่องจากทางการจีนได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs จีน แต่กระนั้นก็ดีการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนคงจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยการส่งออกสินค้าของไทยประเภทวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูปอาจได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาคส่งออกจีน ในขณะเดียวกันสินค้าส่งออกไทยก็อาจต้องเผชิญกับภาวการณ์แข่งขันที่เข้มข้นขึ้นกับสินค้าส่งออกของจีน แต่ทว่าผู้ประกอบการ SMEs ไทยอาจใช้โอกาสจากแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการจีนที่คาดว่าจะทำให้ภาคบริโภคและการลงทุนในจีนเติบโตต่อไปได้ เข้าไปทำตลาดในประเทศจีน และก่อนการเข้าบุกตลาดจีนผู้ประกอบการ SMEs ไทยควรคำนึงถึงปัจจัยด้านลบอาทิ ข้อบังคับและกฎระเบียบต่างๆ และความแตกต่างของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในแต่ละพื้นที่ของจีน เป็นต้น

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ