Loading

บีโอไอปัดฝุ่นมาตรการต้มยำกุ้งกู้ ศก.

วันที่ : 6 พฤศจิกายน 2551
บีโอไอปัดฝุ่นมาตรการต้มยำกุ้งกู้ ศก.

พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เห็นชอบแนวฟื้นมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 กลับมาใช้ภายในปี 52 โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคารหรือการชำระอากรวัตถุดิบก่อนแล้วขอคืนภายหลัง เพื่อป้องกันปัญหาการขาดสภาพคล่องของนักลงทุน 14 กลุ่มอุตสาหกรรม ให้ดำเนินธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สำหรับธุรกิจ 14 ประเภท ประกอบด้วย เสื้อผ้าสำเร็จรูป, เครื่องหนัง, รองเท้า, เครื่องเรือนหรือเครื่องตกแต่ง, ของเด็กเล่น, เลนส์, สิ่งทอ, เครื่องกีฬา, ชิ้นส่วนยานพาหนะ, ผลิตภัณฑ์พลาสติกหรือเคลือบด้วยพลาสติก, อิเล็กทรอนิกส์หรือชิ้นส่วน, เครื่องใช้ไฟฟ้า, อัญมณีและเครื่องประดับ และสิ่งพิมพ์

 

            ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเห็นชอบการเพิ่มมาตรการพิเศษอื่นๆ ในการกระตุ้นการลงทุน โดยให้ผู้ประกอบการที่ยื่นขอรับส่งเสริมภายในวันที่ 31 ธ.ค.52 และได้รับอนุมัติจากบีโอไอจะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี ทุกเขตที่ตั้งโดยไม่จำกัดวงเงินที่ได้รับยกเว้น, ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกำไรสุทธิ 50% ไม่เกิน 5 ปี, อนุญาตให้หักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าประปา 2 เท่า และหักเงินค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกจากกำไรสุทธิไม่เกิน 25% ของเงินที่ลงทุนนอกเหนือจากการหักค่าเสื่อมราคาตามปกติ

 

ทั้งนี้ กิจการที่ได้รับผลประโยชน์มี 6 ประเภท คือ พลังงานทดแทนหรือการประหยัดพลังงาน, ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง, การผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ, กิจการท่องเที่ยวและภาคอสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมที่ใช้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบเพื่อช่วยเหลือราคาสินค้าเกษตร

 

นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เดือน ม.ค.–ต.ค.51 นักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 1,080 โครงการ เพิ่มจากช่วงเดียวกันปีก่อน 4.24% โดยมีวงเงินลงทุน 376,900 ล้านบาท ลดลง 21% เนื่องจากปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการด้านสาธารณูปโภคและปิโตรเคมี มีมูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาท แต่มีส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก

 

ทั้งนี้ หากแยกเป็นลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ 712 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.8% แต่เม็ดเงินมีเพียง 247,000 ล้านบาทล ดลง 35% หรือ ลดลง 131,000 ล้านบาท โดยญี่ปุ่นลงทุนมากสุด 72,863 ล้านบาท ยุโรป 61,652 ล้านบาท และอาเซียน 43,940 ล้านบาท

 

“กิจการที่ลงทุนมากสุด บริการ และสาธารณูปโภค 139,900 ล้านบาท รองลงมา อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า 69,300 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลิตแผ่นเวเฟอร์ สำหรับเซลล์แสงอาทิตย์, โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง 56,200 ล้านบาท” นายโอฬาร กล่าว

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ