Loading

สศค.ชี้เศรษฐกิจไตรมาส3ยังฉลุย จี้หามาตรการรับปัญหาหนักปีหน้

วันที่ : 29 ตุลาคม 2551
สศค.ชี้เศรษฐกิจไตรมาส3ยังฉลุย จี้หามาตรการรับปัญหาหนักปีหน้า

          คลังชี้เศรษฐกิจไตรมาส 3 ไม่เลวร้ายอย่างที่คิด คาดขยายตัวได้ 4.5% รับมีสัญญาณการชะลอตัวลงทั้งการบริโภค การลงทุน เร่งออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่องรองรับปัญหาที่จะหนักในปีหน้า จี้รัฐเดินหน้าเมกกะโปรเจกต์สร้างความเชื่อมั่นภาคเอกชน พร้อมวางแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรับมือภาวะว่างงานในอนาคต

          นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 3 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่องและหากพิจารณาจากเครื่องชี้วัดต่างๆน่าจะขยายตัวได้ในระดับ 4.5% โดยการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวถึง 16.1% จากภาระค่าครองชีพที่ลดลงตามระดับราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง แต่มีสัญญาณจะชะลอตัวลงในอนาคต จากดัชนีความเชื่อมั่นที่เริ่มลดลงซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤติสถาบันการเงินที่ขยายวงกว้างมาสู่ภาคการผลิต

          ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 2 ทั้งจากการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์และการนำเข้าเครื่องจักร แต่ยังไม่ถึงขั้นติดลบ ส่วนผลผลิตภาคการเกษตร ภาคอุตสาหการรม และภาคบริการจากการท่องเที่ยวล้วนมีสัญญาณการชะลอตัวลง แต่ยังดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เช่นการท่องเที่ยว แม้จะติดลบ 3% แต่ยังมีนักท่องเที่ยวเข้ามากว่า 11 ล้านคนจากเป้าหมาย 15 ล้านคน

          สำหรับการส่งออกในไตรมาส 3 แม้ว่าจะเริ่มขยายตัวในทิศทางที่ชะลอตัวลง แต่หากพิจารณามูลค่าการส่งออก พบว่ายังขยายตัวได้ดีที่ 25.2% ต่อปี เท่ากับไตรมาส 2 เป็นผลจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น 15% โดยเฉพาะราคาสินค้าส่งออกหมวดเกษตรกรรมขยายตัว 52.2% ส่วนปริมาณการส่งออกขยายตัว 8.9% ชะลอลง โดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญ ขณะที่การนำเข้านั้นยังขยายตัวในระดับสูงถึง 20.5% เร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 2 โดยเฉพาะสินค้าวัตถุดิบที่ปริมาณนำเข้ายังขยายตัวมาก ส่วนราคาสินค้านำเข้าโดยรวมเริ่มชะลอลงมาอยู่ที่ 16.0% ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันเป็นหลัก ทำให้ดุลการค้าไตรมาส 3 ขาดดุล 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

          “ไตรมาสที่ 3 ความรู้สึกของคนมันแย่มาก แต่ตัวเลขที่ออกมา แสดงให้เห็นแล้วว่าเศรษฐกิจไม่ได้แย่ถึงขนาดนั้น แต่ยอมรับว่าทุกอย่างเริ่มชะลอตัวลง ดังนั้นรัฐบาลต้องเตรียมมาตรการที่มีประสิทธิภาพมารองรับวิกฤติที่จะเกิดขึ้นในภาคเรียลเซ็กเตอร์ ทั้ง มาตรการสร้างงาน สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจโดยยึดวินัยทางการเงิน เพราะเชื่อว่าปีหน้าจะหนัก เป็นปีเผาจริงแน่ โดยปีหน้าเศรษฐกิจอาจโตได้เพียง 4-5% เท่านั้น ซึ่งขณะนี้กำลังทบทวนตัวเลขใหม่อีกครั้งก่อนประกาศในเดือนธ.ค.นี้”

          จากนี้ไป รัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น ถ้าไม่พูดถึงเรื่องปัจจัยทางการเมืองแล้ว สิ่งที่ต้องทำให้เห็นภาพชัดเจนคือ การเดินหน้าโครงการเมกกะโปรเจ็กต์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในภาคการลงทุน ประคองเศรษฐกิจให้นิ่ง ส่วนเรื่องดอกเบี้ยนั้นเห็นว่า จากนี้ไปไม่น่าต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้ออีก เพราะทั่วโลกลดดอกเบี้ยกันทั้งนั้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) โดยสศค.เห็นว่าเงินเฟ้อที่ 7.2% นั้นเป็นตัวเลขที่ปรับลดลงแล้ว เพราะผลจาก 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยของรัฐบาลที่ออกมา

          ขณะเดียวกันราคาน้ำมันก็ลดลงมากแล้ว และการว่างงานยังต่ำอยู่ที่ 1.3% อย่างไรก็ตามขณะนี้ยืนยันว่าไทยยังไม่ไดรับผลกระทบทั้งในภาคการเงินและภาคธุรกิจที่แท้จริง และไทยยังมีสภาพคล่องในระบบกว่า 4-6 แสนล้านบาท แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่การดึงสภาพคล่องออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์และภาครัฐคงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน โดยเฉพาะโครงการเมกกะโปรเจ็กต์อยากให้เห็นภาพการขับเคลื่อนที่ชัดเจนกว่านี้ รวมถึงมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรองรับการว่างงานในอนาคตด้วย

 

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ