Loading

ดึงแบงก์รัฐลงขันแมทชิ่งฟันด์5พันล.รับมือต่างชาติขายหุ้

วันที่ : 12 ตุลาคม 2551
ดึงแบงก์รัฐลงขันแมทชิ่งฟันด์5พันล.รับมือต่างชาติขายหุ้น

          "โอฬาร" ส่งสัญญาณยันตลาดหุ้นไทยพร้อมรับมือแรงขายของต่างชาติ ระบุถึงขายเกลี้ยงพอร์ต 3.5 พันล้านดอลลาร์ ก็ไม่มีปัญหา ระบุไทยมีสินทรัพย์ต่างประเทศกว่า 1.15 แสนล้านดอลลาร์ ดึงแบงก์รัฐร่วมลงขันแมทชิ่งฟันด์ 5 พันล้านบาท เสนอตลาดแยกรายการซื้อขายหุ้นกลุ่มสถาบันเป็น 4 กลุ่ม หวังติดตามใกล้ชิด ด้านคลังยกเลิกหารือแบงก์ชาติจันทร์นี้

          ดร.โอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ได้ขายหุ้นสุทธิออกไปแล้วกว่า 1.3 แสนล้านบาท ทำให้ปัจจุบันเหลือยอดซื้อสุทธิ 1.1 แสนล้านบาท และหากคำนวณเป็นเงินสกุลดอลลาร์พบว่ามียอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติประมาณ 3.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ต่างประเทศของไทยที่มีอยู่ประมาณ 1.15 แสนล้านดอลลาร์แล้ว สามารถรองรับการเทขายหุ้นของต่างชาติได้อย่างไม่มีปัญหา

          "ถ้าเราไม่ตื่นตระหนกและนักลงทุนสถาบันไม่มีการขายหุ้นออกตามต่างชาติ เชื่อว่าเราสามารถรับมือการขายหุ้นต่างชาติได้ แม้จะขายหุ้นออกมาเกลี้ยงพอร์ต ซึ่งหากต่างชาติขายหุ้นวันละ 2 พันล้านบาท จะใช้เวลาขายประมาณ 40-50 วันก็หมดแล้ว" ดร.โอฬารกล่าว

          แบงก์รัฐลงแมทชิ่งฟันด์5พันล้าน

          นอกจากนี้ ภาครัฐบาลจะมีการส่งเสริมให้ภาคเอกชนตั้งกองทุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้มาซื้อหุ้นพื้นฐานดีราคาถูก ที่ถูกต่างชาติเทขาย จากเดิมที่ตลาดหลักทรัพย์ร่วมกับสถาบันในมีการตั้งกองทุนร่วมทุนแมชชิ่งฟันด์ มูลค่า 8.25 พันล้านบาท แต่จะมีการขยายขนาดกองทุนโดยให้แบงก์รัฐเข้ามาร่วมตั้งกองทุนมูลค่า 5 พันล้านบาท

          ขณะเดียวกัน ก็ยังมีมาตรการภาษี โดยจะขยายวงเงินลดหย่อนภาษีในส่วนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพระยะยาว (RMF) จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในวันที่ 14 ต.ค.นี้ ส่วนภาษีเงินปันผล และภาษีส่วนต่างราคาตราสารหนี้ (Capitalgain tax) กระทรวงการคลังการกำลังพิจารณา

          ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่า นอกจากจะมีการจัดตั้งกองทุนแมทชิ่งฟันด์แล้ว ก็จะมีการจัดตั้งกองทุนที่เปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียนที่มีฐานะการเงินดี ผลประกอบการดี มีหุ้นดี จัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อซื้อหุ้นคืน โดยล่าสุด มีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมแล้ว 15 แห่ง และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 20-25 แห่งในเร็วๆ นี้

          อย่างไรก็ตาม ยังได้เสนอให้ตลาดหลักทรัพย์ไปพิจารณาการเปิดเผยข้อมูลการซื้อขายของนักลงทุน จากปัจจุบันมีการเปิดเผยแยกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ นักลงทุนสถาบัน รายย่อยและต่างประเทศ โดยให้มีการแยกประเภทของนักลงทุนสถาบันให้ชัดเจนใน 4 กลุ่มย่อย คือ 1.ประเภทกองทุนเปิด 2. กลุ่มของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 3.แมทชิ่งฟันด์ และ 4. กองทุนซื้อหุ้นคืน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนของผู้ซื้อและผู้ขาย

          รองนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ ว่า ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ต้องแก้ไข เพราะตอนนี้สภาพคล่องและการปล่อยสินเชื่อ ของสถาบันการเงินไทยยังอยู่ในระดับเพียงพอ ดังนั้น การลดดอกเบี้ย จึงไม่มีความจำเป็นในช่วงนี้

          ตลาดชี้สัปดาห์หน้าหุ้นผันผวน

          นางภัทรียา เบญจพลชัย ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กองทุนแมทชิ่งฟันด์ที่จะจัดตั้งร่วมกับแบงก์รัฐนั้น เป็นกองทุนเดิมที่ขยายวงเงินเพิ่ม ซึ่งในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ยังไม่ได้เตรียมวงเงินเพิ่มร่วมจัดตั้งกองทุนกับแบงก์รัฐ คงต้องรอดูว่าแบงก์รัฐจะใส่เพิ่มเข้ามามากน้อยแค่ไหน หากมีความจำเป็นต้องใส่เพิ่มก็ต้องเสนอบอร์ดพิจารณาจากปัจจุบันที่ขออนุมัติไปแล้ว 2 พันล้านบาท

          นางภัทรียา กล่าวต่อว่า แรงขายของนักลงทุนต่างชาติโดยภาพรวมแล้ว ขายไป 1.3 แสนล้านบาท ขณะที่สถาบันซื้อสุทธิ 3 หมื่นล้านบาท และรายย่อย ซื้อสุทธิ 1 แสนล้านบาท ดังนั้น จึงเชื่อว่าแม้นักลงทุนต่างชาติจะมีการขายต่างหุ้นออกหมด นักลงทุนในประเทศน่าจะรับได้หมด ขณะที่แนวโน้มตลาดหุ้นในสัปดาห์หน้า ดัชนีจะผันผวนตลอดสัปดาห์ หลังจากที่ตลาดหุ้นยุโรปเปิดมาติดลบ 5-8% ตลาดหุ้นสหรัฐติดลบ 180 จุด อย่างไรก็ตาม แม้หุ้นลงแรงก็ไม่มีแนวคิดที่จะปิดตลาดตลอดทั้งวัน

          คลังล้มแผนหารือแบงก์ชาติ

          นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ตนได้โทรศัพท์หารือกับนายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา จึงไม่ต้องไปหารือในวันที่ 13 ต.ค.นี้แล้ว ซึ่ง ธปท.ระบุว่า ขณะนี้ มีการติดตามสถานการณ์ทั้งต่างประเทศและในประเทศอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว หากมีความจำเป็นก็พร้อมที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงิน ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ดูแลการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ให้เป็นไปโดยปกติ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ธปท.เห็นว่ายังไม่จำเป็นมาก เพราะดอกเบี้ยก็ต่ำอยู่แล้ว

          "คนเราสามารถมีความเห็นต่างกันได้ ผมยังเห็นว่ามีความจำเป็นอยู่ เพราะแม้นโยบายการเงินจะมีประสิทธิภาพไม่เท่านโยบายการคลัง แต่สามารถทำได้เร็วกว่า และอย่างน้อยก็ช่วยผ่อนคลายปัญหา ลดภาระการชำระหนี้ ลดปัญหาเอ็นพีแอลได้ ยิ่งหุ้นตกก็ควรใช้มาตรการนี้ได้แล้ว เพราะหากหุ้นร่วงมากๆ จะกระทบหนักกับรายได้ของคน" นายอนุสรณ์กล่าว

 

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ