Loading

สภาพคล่อง ล้น1ล้านล้าน ธปท.เปิดข้อมูลสยบเงินตึ

วันที่ : 10 ตุลาคม 2551
สภาพคล่อง ล้น1ล้านล้าน ธปท.เปิดข้อมูลสยบเงินตึง

          ธปท.แบข้อมูลสภาพคล่องในระบบ เผยส่วนเกินสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท ระบุในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีการดูดซับสภาพคล่องสูงระบบเฉลี่ย 3-5 แสนล้านบาทต่อวัน มั่นใจมีเงินในสต็อกสามารถปล่อยสู่ระบบไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ด้านฝ่ายกำกับสถาบันการเงินจับตาปริมาณสภาพคล่องในระบบปีหน้าอาจลดลง หลังจากเห็นสัญญาณบริษัทในประเทศหันมากู้เงินในไทยมากขึ้น

          นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงินและบริหารเงินสำรอง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในขณะนี้ไทยอาจมีสภาพคล่องในระบบธนาคารพาณิชย์เริ่มตึงตัวขึ้นบ้าง แต่ก็มองว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดสภาพคล่องตึงตัวแบบกระทันหันนั้นไม่มีทาง เพราะในแต่ละวัน ธปท.มีการปล่อยสภาพคล่องกลับเข้าระบบเฉลี่ยแต่ละวันประมาณ 3-5 แสนล้านบาท ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็มียอดคงค้างเงินที่ธปท.สามารถนำมาดูดซับสภาพคล่องในระบบได้มากถึง 2.5 ล้านล้านบาท

          “สภาพคล่องในระบบจะลดลงก็ต่อเมื่อระบบธนาคารพาณิชย์มีการปล่อยสินเชื่อ นักธุรกิจไทยที่เคยกู้เงินต่างประเทศหันมากู้เงินในประเทศจากผลที่ต้นทุนจากต่างประเทศสูงขึ้น รวมถึงการไหลออกของเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่จากการประเมินของธปท.พบว่า ในช่วงเดือนมี.ค.และเม.ย.ที่ผ่านมา สภาพคล่องเริ่มตึงตัวบ้าง และในเดือนพ.ค.51 ต่างชาติเริ่มนำเงินบาทมาแลกเป็นเงินดอลลาร์กลับออกไป จึงส่งผลให้สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ลดลง แต่ไม่มากนัก”

          ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดของธปท. ณ วันที่ 29 ก.ค.51 ธนาคารพาณิชย์มีสินทรัพย์สภาพคล่องทั้งสิ้น 1,497,826 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหลักทรัพย์ที่ปราศจากภาระผูกพันมากที่สุดถึง 1,312,667 ล้านบาท เงินฝากที่ธปท. 69,238 ล้านบาท และเงินสดที่ธนาคารพาณิชย์อีก 115,921 ล้านบาท ซึ่งหากเทียบกับวงเงินสินทรัพย์สภาพคล่องรายปักษ์ที่ธปท.บังคับให้ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงไว้ 6%ของเงินฝากและหนี้ระยะสั้น พบว่ายังมีสูงถึง 3.7 เท่าของสินทรัพย์สภาพคล่องที่ต้องดำรง หรือมีสภาพคล่องส่วนเกินในระบบที่ธนาคารพาณิชย์จะนำไปลงทุนหรือปล่อยกู้ได้สูงถึง 1,097,123 ล้านบาท

          อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ธปท.ขายเงินดอลลาร์ออกไปมาก ทำให้การทำหน้าที่ดูดซับสภาพคล่องในระบบของธปท.น้อยลง โดยนักลงทุนต่างชาติมีปริมาณการขายหุ้นเฉลี่ยแต่ละวัน 2,000 ล้านบาท แต่มองว่าปริมาณการขายดังกล่าวไม่ได้เร่งตัวมากนัก อีกทั้งการที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับไปถือสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงสุด โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลของประเทศนั้นๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจ จึงแสดงให้เห็นว่าในขณะนี้นักลงทุนไม่ได้มองแค่อัตราดอกเบี้ยส่วนต่างของประเทศที่เขาเข้ามาลงทุน แต่ให้น้ำหนักความเสี่ยงเป็นเรื่องหลัก

          “ธนาคารกลางในแต่ละแห่งทั่วโลกต่างมีเครื่องมือที่ช่วยดูแลในยามที่เกิดฉุกเฉินแตกต่างกัน อาทิ ขยายประเภทสินทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งธปท.เองยังมีเครื่องมือนอกเหนือจากที่ใช้ตามกฎหมายแล้ว เราก็ยังเตรียมดูแลหากเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติด้วย จึงไม่ต้องเป็นห่วง ซึ่งขณะนี้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแบงก์ก็ไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง เพราะเขายังมีสินทรัพย์สภาพคล่องส่วนเกินที่สามารถนำมาแลกเป็นเงินสดได้อีก”

          สำหรับความสัมพันธ์อัตราดอกเบี้ยกับอัตราแลกเปลี่ยนมองว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่กลับขึ้นอยู่กับว่าในโลกนี้เกิดอะไรขึ้นและก็มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งต้องดูภาพไปยาว ๆ ส่วนในอีก 3 เดือนข้างก็ต้องติดตามดูต่อไปว่าธปท.จะการดำเนินการอะไรออกไป ในขณะที่ตอนนี้ธนาคารกลางหลายประเทศมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลด 0.5% เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการเงินสหรัฐที่ลามไปยังหลายประเทศ ซึ่งส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายห่างออกไป ด้านการเคลื่อนไหวของค่าเงินก็มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว รวมถึงการพิจารณาดอกเบี้ยขึ้นหรือลดลงก็ไม่ได้มีผลการดูดซับปริมาณเงินในระบบ

          **จับตาสภาพคล่องปีหน้า**

          นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีบริษัทในประเทศเริ่มหันมาพึ่งพาแหล่งเงินกู้ในประเทศมากขึ้น จากเดิมที่กู้เงินในต่างประเทศ รวมทั้งมีสัญญาเงินกู้บางส่วนก็เริ่มหันมาต่อสัญญาเงินกู้ในประเทศเช่นกัน แม้ขณะนี้สภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินยังไม่มีปัญหาอะไร แต่ก็ต้องติดตามดูต่อไปว่าในปี 2552 สภาพคล่องในระบบจะมีปัญหาหรือไม่.

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ