Loading

บสท.ชงแผนขายทรัพย์ 1.3 แสนล

วันที่ : 15 กันยายน 2551
บสท.ชงแผนขายทรัพย์ 1.3 แสนล.

บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) คือองค์กรเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2544 เพื่อรับโอนหนี้เสียออกจากระบบการเงินในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากปี 2540 โดยรับโอนสินทรัพย์ที่มาจากสถาบันการเงินทั้งหมด 7.8 แสนล้านบาทมาบริหาร ซึ่งมี นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ กรรมการบริหาร บสท.เป็นผู้รับช่วงบริหารต่อเมื่อ 6 ปีที่แล้ว และเหลือวาระในการบริหารงานถึงสิ้นปีนี้

 

นายสมเจตน์ กล่าวว่า ตามกฎหมายแล้ว บสท.จะต้องปิดตัวลงในปี 2554 ซึ่งหนี้ทั้งหมดที่รับโอนมาทั้ง 100% ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ครบถ้วนตั้งแต่ปี 2547 โดยภาพรวมแล้วการปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จและได้รับชำระหนี้คืนประมาณ 52% และระหว่างนี้ไปจนถึงปี 2554 งานของ บสท.จึงเหลือแต่การตามเก็บหนี้ตามแผนการปรับโครงสร้างหนี้ที่เจรจากันไว้ โดยหนี้ที่ค้างอยู่ตัวใหญ่ๆ คือบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือบีทีเอส

 

ภารกิจสำคัญนับจากนี้คือการเก็บหนี้ที่ได้จากการปรับโครงสร้างหนี้ที่เหลืออยู่ประมาณ 8.6 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2550 ซึ่งลูกหนี้จะทยอยชำระไปจนถึงปี 2554 ซึ่งมูลหนี้ที่จะ บสท.จะได้รับชำระตามแผนการปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูกิจการทั้งหมดประมาณ 2.86 แสนล้านบาทนั้น ในช่วงครึ่งแรกของปี 2551 บสท.สามารถเรียกเก็บหนี้ได้แล้วประมาณ 74% จากสิ้นปี 2550 ที่เรียกเก็บได้แล้วประมาณ 65% ตามประมาณการที่วางไว้จากนี้ไปจนครบ 10 ปีของ บสท.นั้นคาดว่า ณ เดือนมิ.ย.2554 มูลหนี้ที่ตามเก็บจะเหลือประมาณ 4.8 หมื่นล้านบาท

 

ส่วนที่ดินรอการขาย (เอ็นพีเอ) ขณะนี้มีประมาณ 8 หมื่นล้านบาท และอยู่ระหว่างการยึดทรัพย์อีกรวมแล้ว 1.19 แสนล้านบาท คาดว่าในปีนี้จะสามารถขายออกไปได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และในปี 2552 จะขายได้อีก 9 พันล้านบาท คาดว่าสิ้นมิ.ย.2554 จะเหลือเอ็นพีเอประมาณ 8.8 หมื่นล้านบาท

 

นายสมเจตน์ กล่าวว่า เม็ดเงินที่ได้จากการจัดเก็บหนี้และขายที่ดินนั้น บสท.จะนำไปไถ่ถอนตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งที่ผ่านมาได้ไถ่ถอนแล้ว 50% หรือประมาณ 1.25 แสนล้านบาท ทำให้สิ้นปี 2550 เหลือตั๋วสัญญาใช้เงินประมาณ 1.35 แสนล้านบาท และเดือนมิ.ย.2551 ลดเหลือ 128,300 ล้านบาท คาดว่าสิ้นเดือนมิ.ย.2554 จะเหลือตั๋วสัญญาใช้เงินประมาณ 6 หมื่นล้านบาท

 

ดังนั้นฐานะหนี้สินทรัพย์สินตามประมาณการเมื่อครบ 10 ปี จะเหลือหนี้ที่เรียกเก็บตามสิทธิประมาณ 4.8 หมื่นล้านบาท และที่ดินอีก 8.8 หมื่นล้านบาท รวมแล้วสินทรัพย์ประมาณ 1.3 แสนล้านบาท ขณะที่หนี้สินที่ต้องชำระเหลืออยู่เพียง 6 หมื่นล้านบาท

 

นายสมเจตน์ กล่าวว่า แผนการจัดการสินทรัพย์และหนี้สินที่ บสท.เสนอต่อภาครัฐไปคือให้รัฐกำหนดหน่วยงานรัฐอย่าง บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.) และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) จะจัดมารับทรัพย์ดังกล่าวไปบริหารต่อ ซึ่งจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการที่ บสท.จะนำหนี้ที่มีอยู่ขายออกไปในช่วงเวลาที่เหลือ เพราะอาจกระทบกับตลาดได้ โดยในเบื้องต้นได้เสนอแผนให้กับกองทุนฟื้นฟูเพื่อการพัฒนาระบบสถาบันการเงินเห็นชอบอย่างไม่เป็นทางการแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง

 

""เราเสนอรัฐให้กำหนดหน่วยงานรัฐมารับไปบริหารต่อ คือ บบส.และ บสก. เพราะหากให้ บสท.ขายเอง จะไม่ดีกับตลาด หากรีบร้อนขาย ประโยชน์จะอยู่ที่เอกชนที่มารับซื้อ ทำให้ระบบการเงินปั่นป่วน

 

บสท.คาดว่าเอ็นพีแอลและเอ็นพีเอที่เหลืออยู่จะสามารถขายออกไปได้ในราคาประมาณ 50-60% หรือเป็นหนี้ที่รอการผ่อนชำระประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท โดยได้เสนอว่าในส่วนของที่ดินให้ บสก.เป็นผู้รับซื้อไปและหนี้ที่ผ่อนชำระให้ บสส.รับซื้อไป แต่ทั้งนี้ตามกระบวนการเพื่อความเป็นธรรมกับผู้มีส่วนได้เสีย จึงขอให้ทั้ง 2 บริษัทนี้สอบถามทางสถาบันการเงินเจ้าของหนี้เดิมก่อนว่าจะยินยอมให้ บสท.ขายต่อในราคาดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งหากเจ้าของหนี้เดิมเห็นว่าราคาที่ขายต่ำเกินไปก็สามารถซื้อกลับไปบริหารเองได้

 

เราพูดได้เต็มปากว่า ที่รัฐบาลตั้งมาให้เราแก้วิกฤติให้ลูกหนี้สามารถกลับไปค้าขายได้บรรลุผลสำเร็จ การโอนหนี้และที่ดินก็ไม่น่าห่วง เพราะหนี้ที่ปรับแล้วผ่อนชำระมาต่อเนื่อง 10 ปีก็ไม่น่ากลัวแล้ว มีแค่บางก้อนที่เสี่ยงหน่อย ส่วนที่ดินเชื่อว่าขายได้ เพราะหลักคือเราดูแลประโยชน์ของทุกคนไม่ให้เข้าเนื้อ ซึ่งส่วนตัวแล้วงานที่เหลืออยู่คือการตั้งฐานให้ชัดเจนเพื่อให้ ผู้ที่มาเป็นกรรมการผู้จัดการคนต่อไปสามารถทำงานต่อได้โดยสมบูรณ์""

 

สำหรับบุคลากรของ บสท.ในขณะนี้มีประมาณ 350 คน ซึ่งพนักงานทุกคนต่างรู้อยู่แล้วว่า บสท.มีอายุการทำงานแค่ 10 ปี ซึ่งคณะกรรมการพยายามดูแลให้พนักงานในบางส่วน และจะต้องพิจารณามาตรการจูงใจให้พนักงานอยู่ต่อจนครบอายุ บสท. ซึ่งแนวทางการจ่ายโบนัสนั้นก็ถือว่าน่าจะทำได้เนื่องจากปริมาณพนักงานมีไม่มากนัก

 

สุดท้าย นายสมเจตน์กล่าวว่า ความท้าทายของ บสท.ที่ยังเหลืออยู่คือการเรียกเก็บหนี้ และประคับประคองลูกหนี้ให้แข็งแรงในระบบเศรษฐกิจต่อไป รวมถึงจำหน่ายทรัพย์ให้ระบบนำไปพัฒนาต่อ โดยความคาดหวังของเขาคือการส่งไม้ต่อให้กับผู้บริหารใหม่สามารถรับหน้าที่สานงานใน บสท.ช่วง 2 ปีสุดท้ายเพื่อให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านองค์กรเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ