Loading

เบี้ยวลูกบ้านโทษหนักถึงคุก! + กระทรวงยุติธรรมออกกฎอุ้มผู้บริโภคเปิดช่องฟ้องศาลได้เองมัดถึงตัวผู้ประกอบการดีเดย์บังคับใช้สิงหาคมนี

วันที่ : 19 มิถุนายน 2551
เบี้ยวลูกบ้านโทษหนักถึงคุก! + กระทรวงยุติธรรมออกกฎอุ้มผู้บริโภคเปิดช่องฟ้องศาลได้เองมัดถึงตัวผู้ประกอบการดีเดย์บังคับใช้สิงหาคมนี้

             จากปัญหาผู้บริโภคมักถูกผู้ประกอบการเอาเปรียบโดยเฉพาะบ้านจัดสรร ทำให้ตัวเลขร้องเรียน การฟ้องร้องต่อศาลเพิ่มจำนวนมากขึ้นขณะเดียวกันกระบวนการพิจารณาของศาลยังมีความล่าช้า และมีช่องโหว่หลายจุดทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อไม่ได้รับการเยียวยาอย่างทันท่วงที
    ต่อเรื่องนี้ นางรัศมี วิศทเวทย์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผย""ฐานเศรษฐกิจ ""ว่า ขณะนี้กระทรวงยุติธรรมและศาล ได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)คุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ....และพ.ร.บ. ความรับผิดต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ... คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ปลายปีนี้ อย่างไรก็ดีกฎหมายใหม่จะคุ้มครองผู้บริโภคทุกประเภท อาทิ รถยนต์ อสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภค ฯลฯ
    โดยเฉพาะปัญหาร้องเรียนเรื่องบ้านเกิดขึ้นในปริมาณที่มาก ซึ่งกฎหมายจะให้สิทธิผู้บริโภคร้องต่อศาลได้โดยตรงตามภูมิลำเนาที่เกิดเรื่อง ซึ่ง ตามกระบวนการจะมี เจ้าพนักงานคดีประจำศาลรับคำร้อง และ สืบค้นข้อมูล นัดหมายไต่สวนคดี โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมศาล ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพราะที่ผ่านมาหากลูกบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะร้องเรียนต่อสคบ. หากอยู่ต่างจังหวัด ก็ต้องร้องผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะสคบ.ไม่มีหน่วยงานสาขากระจายตามท้องถิ่น ซึ่งทำให้ล่าช้า ไม่ว่า จะเป็นการนัดไกล่เกลี่ย การสืบหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือ ศาลนัดไต่สวนกรณีฟ้องร้อง ก็ต้องเรียกลูกบ้านในฐานะผู้เสียหายเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร ซึ่ง ลำบากและเสียค่าใช้จ่าย
    อย่างไรก็ดีจะเกิดความรวดเร็วและเป็นธรรมกับผู้บริโภคซึ่งกฎหมายจะมีรายละเอียดที่จะเอาผิดกับเจ้าของโครงการได้ง่ายขึ้น ที่ผ่านมามักล่าช้า กว่าจะพิจารณา เสร็จไม่ต่ำกว่า 5ปี10 ปี หรือมากกว่านั้น เพราะ มีถึง 3 ศาลที่เปิดให้คู่กรณี อุทธรณ์ได้หากไม่พอใจคำตัดสิน คือทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา นอกจากนี้ ค่าสินไหมเบี้ยปรับผู้บริโภคได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะ ไม่สามารถเอาผิดกับตัวบุคคลในฐานะเจ้าของบริษัทได้แต่ ผู้ที่ชดใช้และถูกดำเนินคดีมักเป็นบริษัทนิติบุคคลซึ่งที่ผ่านมาเมื่อปิดการขายก็ปิดบริษัทหนีไปและเอาผิดกับใครไม่ได้ ในมุมกลับกันกฎหมายใหม่จะช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต คุณภาพของบริษัทพัฒนาที่ดินมากขึ้นอีกทั้งเขียนสัญญาเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคจะลดลง
    สำหรับสถิติที่สคบ.รับเรื่องร้องเรียนกรณีปัญหาเกี่ยวกับบ้านพบว่าช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2551 ( ตุลาคม 2550-มีนาคม 2551) ประมาณ 1,400 -1,500 รายจาก 3,000 กว่ารายหรือ คิดเป็น 45-55 % ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด และเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับปีงบประมาณ 2550 ที่ผ่านมา (ตุลาคม 2549-กันยายน 2550) มีจำนวน 7,000 กว่าราย และ50 % มีปัญหาร้องเรียนเกี่ยวกับบ้าน โดยพบว่า 600-900 เรื่องจะเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อศาล ส่วนที่ไกล่เกลี่ยได้ก็มีมากเช่นกัน และมีปัญหาที่ฟ้องไม่ได้เช่นลูกบ้านละเมิดสัญญาเอง ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้เป็นต้นทั้งนี้ ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากซื้อบ้านไม่ได้บ้านสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานไม่เป็นไปตามที่โฆษณาไว้ฯลฯ
    ขณะที่นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่าได้ผลักดัน กฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้ ประชาชนที่เดือดร้อนได้รับความสะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องบ้าน รถยนต์ สินค้าต่างๆ เป็นต้น โดยผู้บริโภคทุกรายที่เดือดร้อนสามารถยื่นเรื่องต่อศาลทันที ตามภูมิลำเนาเพียงแค่เขียนคำร้องต่อเจ้าพนักงานคดี บอกเล่าเรื่องราวที่ถูกเอาเปรียบแม้จะไม่มีเอกสารหลักฐาน ก็ ไม่มีปัญหาและ ไม่มีการยกฟ้อง อีกทั้งไม่เสียค่าธรรมเนียมศาล ซึ่ง การสืบค้นพยานหลักฐาน จะเป็นหน้าที่ของพนักงานคดีของศาล ซึ่งการพิจารณาจะเป็นเหมือนคดีมโนสาเร่เล็กๆน้อยๆ และการพิจารณาคดีของศาลแรงงาน และเอาผิดได้ทันทีทั้งอาญาและแพ่งหากสืบทราบว่าผู้ประกอบการเอาเปรียบจริง
    นอกจากนี้ หากมีการอุทธรณ์ จะจบแค่ 2 ศาลคือศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เท่านั้นโดยไม่ต้องยืดเยื้อถึงศาลฎีกา     นายจรัญกล่าวต่อว่า นอกจากนี้กฎหมายยังเอาผิดกับตัวบุคคลได้ในฐานะผู้มีอำนาจเต็มในการบริหารงานบริษัทหรือ ผู้จัดการที่ได้รับมอบอำนาจ จากที่ผ่านมากฎหมายเอาผิดได้เฉพาะ บริษัทนิติบุคคล เพราะฟ้องในนามบริษัท เมื่อคดีถึงที่สุดต้องจ่ายค่าเสียหาย หรือ เอาผิดทางอาญาไม่สามารถ เอาผิดกับตัวบุคคลได้ ขณะที่บริษัทนิติบุคคลก็ถูกยกเลิกไปเมื่อปิดการขาย เหลือเพียงพื้นที่ว่าง โต๊ะเก้าอี้ ที่ไม่สามารถนำไปขายและแบ่งกันได้ จากนั้นผู้ประกอบการรายนั้นก็ตั้งบริษัทใหม่ อีกประเด็นก็คือ เปิดให้มีการฟ้องประเภทกลุ่มได้ โดยใช้ผู้แทนผู้บริโภคที่เสียหายเพียงคนเดียว หรือ ให้สคบ. สมาคมคุ้มครองผู้บริโภคของแต่ละจังหวัดเป็นผู้แทน หากได้รับผลกระทบเหมือนกันเช่นโครงการบ้านจัดสรรที่เดียวกัน เครื่องสำอางยี่ห้อเดียวกัน รถยนต์บริษัทเดียวกัน เป็นต้น และหากศาลชี้ขาดว่าเรื่องนี้ผิดหากผู้บริโภคอีกรายเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกัน ให้ศาลยึดมติเดิมที่เคยพิจารณาคดีรายแรก เป็นต้น อย่างไรก็ดีกฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เดือน สิงหาคม 2551 นี้

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ