Loading

คลังลดภาษีบ้านมือสองหลังสงกรานต

วันที่ : 11 เมษายน 2551
คลังลดภาษีบ้านมือสองหลังสงกรานต์

              นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ช่วงหลังสงกรานต์ จะมีการตรวจเยี่ยมหน่วยงานในกำกับดูแลอีกครั้งเพื่อสรุปแนวทางการให้ความช่วยเหลือแต่ละแห่งตามความเหมาะสม รวมถึงการพิจารณาเพิ่มทุนให้ธนาคารเฉพาะกิจต่างๆ ด้วย โดยจะนำข้อมูลรายงานให้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรับทราบก่อน

""นอกจากการให้เงินเพิ่มทุนตามความเหมาะสมแล้ว บางแห่งที่ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก เช่น เอสเอ็มอีแบงก์อาจจะต้องปรับปรุงทางด้านการบริหารจัดการงานภายในควบคู่ไปด้วย ทั้งเรื่องขององค์กรและตัวบุคคลเพื่อให้สามารถดำเนินงานเกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจต่อไป"" นายประดิษฐ์กล่าว และว่า ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะทยอยตามออกมาอีกนั้น จะเน้นไปที่กลุ่มที่ยังไม่ทั่วถึง เช่น ผู้ซื้อบ้านมือสอง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาอยู่

นายประดิษฐ์กล่าวว่า ส่วนมาตรการอื่นๆ คงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่น เช่น การเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็คต์) ของกระทรวงคมนาคม ที่น่าจะเริ่มเปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้ในเร็วๆ นี้ หลังจากที่ได้เงินทุนจากการลงนามในสัญญาเงินกู้กับเจบิคเรียบร้อยแล้ว

นายประดิษฐ์กล่าวว่า กระทรวงการคลังยังมีความมั่นใจว่ามาตรการการเพิ่มเงินในกระเป๋าและอัดฉีดเงินลงไปในหมู่บ้านผ่านโครงการเอสเอ็มแอล น่าจะทำให้การใช้จ่ายของประชาชนมีความมั่นใจมากขึ้น แม้ว่าการเมืองจะเป็นปัจจัยที่กระทบความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศอยู่บ้างแต่การลงทุนภายในยังเดินหน้าต่อไปได้

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า กระทรวงการคลังจะนำมาตรการช่วยเหลือผู้ซื้อบ้านมือสองเข้าสู่การพิจารณาอนุมัติของคณะรัฐมนตรีวันที่ 22 เมษายนนี้ ซึ่งจะได้รับประโยชน์ทางภาษีเช่นเดียวกับการซื้อบ้านมือหนึ่ง ซึ่ง ครม.ได้อนุมัติไปก่อนหน้านี้ ประกอบด้วยการลดค่าจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จาก 1% ของวงเงินกู้ เหลือ 0.01% ค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ จาก 2% เหลือ 0.01% โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอรายละเอียดจากกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทยส่งเรื่องมายังกระทรวงการคลังพิจารณาในสัปดาห์หน้า เพื่อให้ทันเสนอเข้า ครม.ในสัปดาห์ถัดไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนกรณีการเพิ่มทุนให้กับธนาคารของรัฐนั้น ก่อนหน้านี้ ธนาคารของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของนายประดิษฐ์ ได้ขอให้กระทรวงการคลังเพิ่มทุนให้ ประกอบด้วย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ขอเพิ่มทุน 10,000 ล้านบาท บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) 600 ล้านบาท บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) 2,000 ล้านบาท และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ขอเพิ่มทุน 3,000 ล้านบาท

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ